Integrity Legal - Law Firm in Bangkok | Bangkok Lawyer | Legal Services Thailand Back to
Integrity Legal

Legal Services & Resources 

Up to date legal information pertaining to Thai, American, & International Law.

Contact us: +66 2-266 3698

[email protected]

ResourcesCorporate and Tax AdvisoryThailand Tax LawBangkok Post: สมาชิกภาพใน OECD ของไทย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

Bangkok Post: สมาชิกภาพใน OECD ของไทย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

For the English transcript of this video, please go to the following link:

https://www.legal.co.th/resources/thailand-real-estate-property-law/jurisprudence/bangkok-post-when-was-thai-oecd-membership-inevitable/

ตามหัวข้อของวิดีโอม้วนนี้ ผมจะตั้งสมมุติฐานกับหนังสือพิมพ์ Bangkok Post  ประเด็นก็คือ Bangkok Post ได้บอกเป็นนัยถึง สมาชิกภาพของประเทศไทยใน OECD ว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และมันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศนี้โดยเฉพาะ 

หัวข้อของบทความที่ว่าคือ “PwC เน้นในเรื่องการปฏิรูปภาษีและกฎหมาย”  ซึ่งบทความนี้เป็นการเจาะลึกลงไปในบางประเด็นที่อาจจะมีผลกระทบกับชาวต่างชาติในประเทศไทยและทั่วโลกโดยรวมก็ว่าได้  บทความได้กล่าวว่า: "ตามที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ OECD" – ประการแรก  จะมาทึกทักเอาว่าประเทศไทยใกล้จะเข้าร่วมแล้วไม่ได้ สภาจะต้องพิจารณาลงมติในเรื่องนี้ก่อน และอย่างที่ผมพูดไว้ในวิดีโอม้วนอื่นว่า พวกเขาวางแผนเจาะตลาดที่สหรัฐฯ ต้องพูดอย่างนั้นถึงจะถูกต้อง ในสมัยรัฐบาลที่แล้วของสหรัฐฯ พวกเขาทำการประชาสัมพันธ์นำเสนอเรื่องนี้ หรืออาจจะเรียกว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อในระดับหนึ่ง ซึ่งคล้ายๆกับสิ่งที่พวกเขาทำต่อประเทศไทยในเวลานี้  โดยสิ่งที่พวกเขานำเสนอก็คือ เรื่องนี้จะต้องเกิดขึ้นอย่างค่อนข้างจะแน่นอน  กล่าวโดยสรุปแล้วมันเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งความคิดนี้มาจาก Yellen ที่คิดจะใช้ระบบภาษีขั้นต่ำทั่วโลก ไร้สาระจริงๆ เธอคงจะกินยาหลอนประสาทกับคนจีน จริงๆแล้วสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะบ่อนทำลายประเทศชาติอย่างมากเลยทีเดียว หรือไม่ก็มีจุดมุ่งหมายที่จะบ่อนทำลายประเทศชาติ ซึ่งผมจะลงในรายละเอียดและอธิบายให้มากขึ้นต่อไป  แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนที่ชมวิดีโอนี้ต้องเข้าใจในขณะนี้คือ ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก OECD ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างนั้น แม้ว่า Bangkok Post จะพยายามชี้ว่าใกล้แล้วก็ตาม  ซึ่งผมคิดว่า มันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องที่จะอธิบายถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่นี่เลย แม้ Bangkok Post จะชี้ว่ายังไม่เสร็จสิ้นก็ตาม ยังไม่มีการประกาศใช้กฎหมายใดๆออกมาจากรัฐสภาของประเทศไทยด้วย  เพียงแต่มีแนวความคิดว่าจะทำและพยายามผลักดัน เท่านั้น พวกเขาพยามที่จะจัดเรียงลำดับขั้นตอนที่จะทำซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่า ประธานาธิบดี Trump ได้ใช้คำสั่งฝ่ายบริหารยุติสิ่งนี้ในสหรัฐฯซึ่งผมเห็นว่า ประเทศไทยก็ควรทำเช่นเดียวกัน ต้องยุติเรื่องนี้ทันทีเดี๋ยวนี้  ยุติวิธีการที่จะนำสิ่งต่างๆที่ไม่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน มันไม่ยากเลยที่จะทำความเข้าใจ บทความกล่าวต่ออีกว่า “นอกจากนี้ บริษัท PwC ประเทศไทย ได้นำผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายและภาษีมารวมกัน ในการจัดสัมมนาประจำปีครั้งที่ 24 ชื่อว่า Maximizing Shareholder Value” 

ตรงนี้น่าสนใจครับ พวกชาวต่างชาติในประเทศไทย คงจำกันได้ว่ามีการออก memorandum ในปลายปี 2013 ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับภาษี ซึ่งทุกคนก็คงรู้กันอยู่แล้วว่า ไม่มีกลุ่มไหนเลยที่จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายใหม่ที่จะออกต่อไปเพื่อเก็บภา) จนต้องมีการทำโน่นนี่นั่นเพื่อเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้จนชีวิตวุ่นวาย ตอนที่ประกาศนี้ออกในปลายปี 2023, ฝรั่งทุกคนเข้าใจว่าใครที่มีเงินเข้ามาในประเทศจะต้องยื่นภาษี พวกต่างชาติหลายคนก็รีบไปจดทะเบียนทำบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี ซึ่งในความเป็นจริง ไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ เพราะ expat ที่มาใช้ชีวิตในวัยเกษียณไม่ต้องยื่นใบเสียภาษีอยู่แล้ว การกระทำเช่นนี้ก็เหมือนกับว่าภาครัฐพยายามที่จะสร้างตำแหน่งงานเพิ่มเติมขึ้นมา เกมนี้ก็มีผลกระทบในระดับชาติสำหรับประเทศไทย ซึ่งเบื้องหลังก็คือ OECD ซึ่งทั้งหมดนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายที่เป็นชาวต่างชาติมาอภิปรายและให้คำแนะนำ ซึ่งก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำแบบนี้เพราะถ้าเป็นต่างชาติทำอะไรที่เกี่ยวกับภาษีก็ผิดกฎหมายอยู่แล้ว 

เอาล่ะครับ จากหัวเรื่องที่ตั้งชื่อไว้ ผมเข้าใจว่าคนไทยเป็นผู้จัดงานนี้ แต่นี่มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับภาษีของไทย และยิ่งไปกว่านั้นที่นี่ยังมีการกำหนดอาชีพสงวนสำหรับคนไทยไว้ด้วย ดังนั้น อย่างที่ผมพุดไว้ในวิดีโอม้วนอื่นแล้วว่า อิทธิพลของต่างชาติเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก แต่ OECD เองก็เป็นนิติบุคคลต่างชาติ ซึ่งประเทศไทยก็ยังไม่ได้เข้าร่วมแต่อย่างใด มิใช่หรือ? และเราก็ยังไม่ได้จัดระเบียบเรื่องราวต่างๆให้สอดรับกันด้วย ทำไมระเบียบปฎิบัติถึงเปลี่ยนไป? เป็นเพราะเหตุใด? ผมเข้าใจว่า จะต้องมีการออกกฎหมายก่อนถึงจะจัดระบบให้สอดคล้องกันไม่ใช่หรือ? หรือว่าจะเป็นเพราะกฎหมายนี้จะไม่มีทางผ่านการพิจารณา เนื่องจาก ถ้าหากประชาชนได้กลั่นกรองพินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว-เช่นเดียวกับที่ฝ่ายบริหารของ Trump ได้ทำมาแล้ว-พวกเขาก็จะโยนมันทิ้งไป เพราะมันคือภัยคุกคามต่ออธิปไตยของชาติ เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า? นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมพวกเขาจึงต้องการให้ประเทศไทยจัดระเบียบเตรียมไว้ก่อน แล้วค่อยออกกฎหมายตามมา ถ้าทำได้อย่างนั้น พวกเขาก็จะบรรลุเป้าหมายโดยสมบูรณ์  สิ่งนี้คือสิ่งที่คนไทยจะต้องตระหนักถึงประเด็นนี้ให้มากในการเลือกตัั้งที่กำลังจะมาถึง อาจจะกล่าวได้ว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่สุดสำหรับประเทศไทยตอนนี้ แถมแต่ละคนพูดถึงเรื่องนี้เหมือนกับว่ามันเป็นข้อสรุปที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งเป็นการประมาณการที่ไม่ถูกต้องเลยในทุกระดับของการวิเคราะห์ทางกฎหมาย เหนือสิ่งอื่นใด พันธมิตรที่เหนียวแน่นของไทยได้เขี่ยสิ่งนี้ทิ้งไปแล้ว เพราะเห็นว่ามันเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของชาติ  ดังนั้น ประเทศไทยก็ควรที่จะศึกษาเรื่องนี้ให้ดี OECD มันไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีต่อประชาชน ไม่ดีกับใครเลย มันไม่ใช่สิ่งยิ่งใหญ่อะไร นอกจากนั้น คนกลุ่มเดียวกันนี้ยังคอยจังหวะที่อาจจะทำเงินได้มากมายมหาศาลจากการเปลี่ยนวิธีการยื่นภาษี รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงเอกสารต่างๆที่จะตามมาด้วย  แล้วบอกพวกเราว่าามันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้: มันเป็นเรื่องที่น่ากังวลจริงๆ  บทความได้กล่าวต่ออีกว่า “งานจัดขึ้นในวันที่ 22 ตุลาคมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมประจำปีของ PwC ประเทศไทย ภายใต้หัวข้อว่า “จากข้อมูลเชิงลึก สู่การปฏิบัติ: โอกาสที่คอยอยู่ข้างหน้า“ ที่โรงแรมสยามเคมพินสกี้ กทม. การประชุมนี้ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกมากๆในการผสานกันระหว่างยุทธศาสตร์และการปฏิรูป สำหรับธรรมาภิบาลที่พร้อมสำหรับอนาคต (Future Ready Governance ) ดังนั้น เมื่อชาวต่างชาติ หรือผลประโยชน์จากต่างชาติเข้ามาสู่ประเทศไทยและพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศไทยนั่นไม่ใช่การใช้อิทธิพลบีบบังคับที่เกินเลยไปใช่มั้ย ในการที่พยายามจะจับเรื่องต่างๆมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ฟังนะ ผมเป็นห่วงมากๆเลยนะครับกับเรื่องนี้ ตามกฎหมายมาตรา 119 อย่างที่ผมเคยพูดไว้แล้วในวิดีโอม้วนอื่นแล้ว  แต่ผมยังไม่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา เพราะถ้าคุณอ่านมัน ก็จะรู้ว่ามันเป็นกฎหมายที่หนักหนาสาหัสมาก มันเกี่ยวข้องกับอธิปไตยของไทย และตอนนี้กลุ่มอิทธิพลภายนอกประเทศกำลังพูดถึง “ธรรมาภิบาลที่พร้อมสำหรับอนาคตของประเทศไทย (Future Ready Governance )“ - ประชาชนชาวไทยเห็นด้วยกับเรื่องนี้หรือเปล่า? มีใครได้ถามประชาชนชาวไทยบ้างหรือยังว่า เห็นด้วยกับ OECD และ ”ธรรมาภิบาลที่พร้อมสำหรับอนาคตของประเทศพวกเขา” แล้วหรือไม่? หรือว่าถามแล้ว แต่ไม่มีใครได้ยิน

บทความได้กล่าวต่ออีกว่า “นายนิพันธ์ ศรีสุขุมบวรชัย หุ้นส่วนหลักสายงานภาษีและกฎหมายของบริษัท PwC ประเทศไทย ได้นำผู้เชี่ยวชาญหลายคนทำการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับวัฎจักรการเปลี่ยนแปลงของภาษีและกฎหมายในประเทศไทย การสัมมนาในช่วงนี้มุ่งที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้นำภาคธุรกิจ ได้เตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับกฎหมายและภาษี” – จะทำไปเพื่ออะไร เราต้องรอดูการเลือกตั่งทั่วไปที่จะมีขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของต้นปีหน้าไม่ใช่หือ? ไม่มีอะไรที่จะสรุปล่วงหน้าได้เลยว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริง สมาชิกรัฐสภาเชื่อกันจริงๆหรือว่า พวกเขาจะผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ และคิดหรือว่าพวกเราทุกคนลืมไปแล้วว่าเวลาสำหรับการเลือกตั้งมาถึงแล้ว คิดหรือว่าประชาชนทุกคนจะลืมนึกถึงสิ่งนี้เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเลือกตั้ง เพราะผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่ลืมเรื่องนี้  มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเลยนะ และตามที่คำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี Trump พันธมิตรเก่าแก่ของประเทศไทยยังได้ระบุว่า OECD เป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของชาติ ผมคิดว่าอย่างน้อยในระดับของผู้กำหนดนโยบาย คงจะต้องมีการหารือกันในเรื่องนี้  และผมคิดว่าควรที่จะหารือกันไปจนถึงวันที่จะเลือกตั้งด้วยซ้ำ ในฐานะที่ผมเป็นคนหนึ่งที่มีสิทธิเลือกตั้ง ผมมีความคิดแบบนั้น และคำถามอีกข้อหนึ่งคือ ความคิดนี้มาจากไหน “การเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับกฎหมายและภาษี” - มีการพูดเหมือนกับว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมว่ามันไร้สาระมาก นอกจากนี้ นายนิพันธ์ยังกล่าวต่อว่า "ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในวิถีของประเทศ ที่จะนำไปสู่การเป็นสมาชิกของ OECD" 

สมาชิกรัฐสภาได้ลงนามอนุมัติอย่างเป็นทางการแล้วหรือว่าเราต้องการที่จะเป็นสมาชิกในOECD ? ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? แนวคิดในการเตรียมการด้านเอกสารต่างๆและอื่นๆ ซึ่งผมว่ามันน่าเป็นห่วงมากที่นิติบุคคลจากนอกประเทศอย่างเช่น OECD จะมองมาที่ประเทศไทยแบบนี้ และปฎิบัติต่อประเทศไทยราวกับว่าเป็นเด็กทารก โดยทึกทักเอาว่า สิ่งนี้เป็นบทสรุปล่วงหน้าไว้แล้ว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เรากำลังจะต้องเผชิญตอนนี้  มันน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งที่ผลประโยชน์ต่างชาติกำลังทำสิ่งนี้ในประเทศไทย ว่าแต่ว่า ผมไม่ได้เห็นด้วยกับทรัมป์ในหลายๆเรื่อง แต่เกือบทั้งหมดในเรื่องใหญ่ๆ ผมว่า ผมและทรัมป์เห็นพ้องต้องกัน การชี้ประเด็นในเรื่อง OECD ของคำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์นี่ มันตรงเป๊ะเลย

ขอยกข้อความมาโดยตรงจาก from whitehouse.gov, หัวข้อ The Organization for Economic Cooperation and Development (OECD) Global Tax Deal. OECD Global Tax Deal ซึ่งเป็นบันทึกช่วยจำสำหรับ รมต. กระทรวงการคลัง สหรัฐฯ, ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ, ผู้แทนถาวรของสหรัฐฯใน OECD ความว่า  “Global Tax deal ของ OECD ได้รับการสนับสนุนจากคณะผู้บริหารชุดก่อนหน้านี้ ไม่เพียงแต่อนุญาตให้เขตอำนาจศาลนอกอาณาเขตอยู่เหนือรายได้ของพลเมืองอเมริกันเท่านั้น แต่ยังจำกัดขีดความสามารถของชาติที่จะออกกฎหมายนโยบายภาษีที่ส่งเสริมต่อผลประโยชน์ของนักธุรกิจอเมริกันและผู้ใช้แรงงาน อีกด้วย“ (ผมเห็นว่าสิ่งเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยก็เป็นได้ สิทธิสภาพนอกอาณาเขตนั้นหมายถึง การที่คนที่อยู่นอกประเทศไทยสามารถที่จะบอกคนในประเทศได้ว่าภาษีรายได้ควรเป็นเท่าไหร่) บันทึกช่วยจำนี้ยังได้พูดต่ออีกว่า “ เพราะ Global Tax deal และการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมด้วยภาษีต่างชาติ“ เดี๋ยวก่อน ผมชอบคำศัพท์เฉพาะทางคำนี้  มันถูกต้องเลยทีเดียว “การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมด้วยภาษีต่างชาติ” การปฏิบัติด้านภาษีโดยชาวต่างชาติที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลท้องถิ่น คือสิ่งที่เรากำลังพูดถึงอยู่ตอนนี้  หรือเป็นสิ่งที่นายทรัมป์ได้พูดถึงเรื่องนี้ในคำสั่งฝ่ายบริหารที่ออกมา ทำไมนายทรัมป์ถึงออกคำสั่งฉบับนี้ เพราะมันเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอน จริงแล้ว ผมไม่ชอบคำสั่งฝ่ายบริหาร แต่ที่นายทรัมป์ทำอย่างนั้นก็เพราะ รัฐบาลชุดก่อนมีท่าทีประมาณว่า “เรากำลังมุ่งสู่ OECD ดังนั้นเราจึงต้องกำกับให้พวกเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องทำตัวให้สอดคล้อง” ก็คือปฏิบัติให้ “สอดคล้องกับนโยบายของ OECD“ ดังนั้น เมื่อกฎหมายผ่านเมื่อไหร่ เราก็พร้อมทันที“ มันเป็นเรื่องที่ห่วยแตกมาก มันไร้สาระที่จะเอานโยบายนั้นไปปฏฺบัติโดยไม่ออกกฎหมายก่อน ปราศจากการปฏิบัติตามขั้นตอน ในกรณีนี้คือกระบวนการนิติบัญญัติ  คณะผู้บริหารของทรัมป์ได้เห็นเรื่องนี้ และได้ยุติเรื่องนี้ในทันทีที่เข้ามาบริหาร ด้วยการออกคำสั่งฝ่ายบริหาร  เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นก็ด้วยคำสั่งฝ่ายบริหารก่อนหน้านี้เช่นกัน  ซึ่งผมเห็นว่าคำสั่งก่อนหน้านั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ผมเองไม่ชอบคำสั่งฝ่ายบริหารหลายๆคำสั่ง แต่ฉบับนี้ เป็นนโยบายที่ถูกกฎหมาย นั่นคือทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามขั้นตอน

บันทึกช่วยจำได้กล่าวต่อไปว่า “บริษัทอเมริกันก็อาจจะต้องเผชิญกับระบอบของกฎระเบียบภาษีสากล ถ้าสหรัฐฯไปยอมปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของนโยบายภาษีต่างประเทศ” นี่ก็อีกเช่นกัน การวิเคราะห์แบบเดียวกันนี้อาจนำมาใช้กับประเทศไทย ถ้าประเทศไทบยอมอยู่ใต้อำนาจของ OECD อย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีเลย มันหมายถึง นิติบุคคลต่างชาติจะทำอะไรก็ได้เพื่อบงการเกี่ยวกับนโยบายภาษีภายในประเทศไทยที่จะเกิดขึ้น ความคิดนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดีเลยในความเห็นของผม บันทึกช่วยจำได้กล่าวต่อว่า “การออกบันทึกช่วยจำฉบับนี้เป็นการเรียกคืนอธิปไตยของชาติ และขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ กลับมาให้สหรัฐฯ โดยการชี้แจงว่า Global Tax Deal ไม่มีผลบังคับในสหรัฐฯ” 

กลับมาที่ PwC ในหัวข้อว่า Pillar Two Country Tracker: ขอยกข้อความมาโดยตรงดังนี้: “ภายใต้กรอบของ OECD, มากกว่า 140 ชาติจะต้องมีพันธะผูกพันในการรับมือกับวิธีคิดแบบสองเสาหลัก( two pillar approach) ที่ออกมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบดิจิตอล  Pillar Two ได้กำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำใหม่ทั่วโลกไว้ที่ 15% (ETR – Effective Tax Rate)”  มีประเทศไหนที่ลงเสียงให้กับแนวคิดนี้ครับ?  ในสมัยการปฏิวัติในอเมริกาได้มีการกล่าวว่า: ‘No taxation without representation’ ความหมายคือ ‘ไม่มีการเก็บภาษี ถ้ายังไม่ได้ถามความเห็นของประชาชน’ ประชาชนได้รับการสอบถามหรือยังว่าต้องการสิ่งนี้หรือเปล่า? ต้องการจะเข้าร่วมระบบเก็บภาษีขั้นต่ำทั่วโลก 15% หรือไม่? ได้หารือกับสาธารณะตั้งแต่เมื่อไหร่? ผมรอคำตอบอยู่ครับ บทความได้กล่าวต่อว่า “การกระทำแบบนี้จะมีผลกระทบกับกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้เกิน €750 ล้านยูโร”  จำไว้เลยครับว่าทำไม PwC และ Bangkok Post  ถึงพูดเรื่องนี้ ก็เพราะพวกเขายืนหยัดที่จะหาเงินนั่นเอง ยังไงก็ตาม  ผมคิดว่าบางอย่างไม่ควรจะมีผลประโยชน์ทางการเงิน ผมเองก็ทำงานในเรื่องเกี่ยวกับภาษี และเรื่องภาษีเฮงซวยแบบนี้ก็สร้างรายได้ให้ผมเยอะด้วย แต่มันไม่ใช่เรื่องดีสำหรับประเทศที่อุปถัมภ์ผม  แล้วก็ไม่ดีสำหรับประเทศบ้านเกิดของผมอีกด้วย ตามที่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯเองก็ได้ชี้ออกมาชี้แจงเอง" เราจะพูดถึงเรื่องนี้ต่ออีกหน่อย ผมจะพูดถึงว่า อะไรคือเสาหลักที่ 2 (Pillar 2) คุณเข้าไปอ่านดูได้ใน oecd.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของ OECD ในหัวข้อที่ว่า Global Anti-base Erosion Model Rules - คำว่า Anti-base Erosion Model หมายถึงอะไร? มันคือพื้นฐานของความคิดที่ผู้คนต้องการที่จะอาศัยอยู่ในประเทศของตัวเอง โดยไม่มีองค์กรจากนอกประเทศมาเก็บภาษีและค่อยๆทำให้มันเสื่อมสลายลงทีละน้อย  นั่นคือสิ่งที่ผมเข้าใจได้  ขอยกข้อความมาอีกดังนี้  “แกนหลักของโครงการ OECD/G20 BEPS ก็เพื่อจัดการกับปัญหาความท้าทายของภาษีที่พุ่งขึ้นจากการที่มีระบบเศรษฐกิจดิจิตอล มันยากที่จะตามหาจนเจอ  ในโลกของร้านค้าในระบบเดิมที่มีตัวตนจริง มันง่ายกว่ามากที่จะติดตามและรีดภาษีจากคุณ นั่นคือสิ่งที่จะมาถึงประเทศไทย และนั่นคือสิ่งที่พวกเขากังวลในเรื่องระบบเศรษฐกิจดิจิตอล  ขอยกข้อความมาอีกว่า: “ในเดือนตุลาคม 2021 เขตอำนาจศาลกว่า 135 แห่งได้เข้าร่วมในแผนนวัตกรรมล้ำหน้า เพื่อที่จะปรับปรุงปัจจัยต่างๆของระบบภาษีสากล” - พวกเขาทำแบบนี้เพราะประชาชนในแต่ละประเทศเรียกร้องกันเอง หรือว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกลุ่มเล็กๆ ที่อยู่ในทำเลที่เหมะสมในระบบงานภาครัฐทั่วโลก หรืออาจจะเป็นกลุ่มย่อยในแต่ละประเทศไปทำงานร่วมกันกับกลุ่มย่อยของประเทศอื่นด้วยเครื่องมือและวิธีการที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรป ที่ทำงานผ่านกรุงบรัสเซล ก็จะมีความแตกต่างกันมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในกลุ่มที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักด้วยกัน หรือการทำงานในเครือจักรภพก็จะมีความแตกต่างกับการทำงานในสหรัฐฯ  แม้จะเป็นหน่วยงานลักษณะเดียวกันก็ตาม  แต่มีเพียงกลุ่มนี้ที่มีแนวความคิดแบบก้าวล้ำ ไม่ได้มีกระแสสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากเนเธอร์แลนด์ หรือแคนซัส หรือ โปรตุเกส หรืออาฟริกาใต้ หรือในญี่ปุ่น หรือที่อื่นๆในสหรัฐฯ ไม่มีกระแสสนับสนุนที่จะบอกว่า “นี่ บรรดานักวิชาการสากลทั้งหลาย กรุณากำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำๆสำหรับประชากรของเราด้วย”  ไม่มี พวกเขาไม่ทำอย่างนั้น  มันจะต้องอยู่ในข่าว คุณจะต้องได้ข่าวมาบ้าง  บทความยังกล่าวต่ออีกว่า “เพื่อที่จะปรับปรุงปัจจัยต่างๆของระบบภาษีสากลที่ไม่เหมาะกับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและวัตถุประสงค์ของโลกาภิวัฒน์“ -ใครเป็นคนบอก ใครเป็นคนบงการว่ามันไม่เหมาะกับวัตถประสงค์อีกต่อไปแล้ว ได้มีการทำประชามติในประเทศสมาชิกของ OECD แล้วหรือยัง  เพื่อที่จะวัดว่าระบบที่เราใช้มากันตลอดชีวิตไม่เหมาะสมตามจุดประสงค์แล้วหรือ? มีใครได้ถามประชาชนอย่างพวกเราบ้างหรือยัง  หรือว่าพวกเขาแค่ต้องการบงการเรื่องห่วยๆนี้กับเรา

บทความกล่าวต่ออีกว่า “กฎเกณฑ์ภาษีโลกเพื่อป้องกันการย้ายฐานกำไร (GLOBAL ANTI-BASE EROSION RULES: GloBE) เป็นส่วนประกอบหลักของแผนนี้ เพื่อมั่นใจว่าบรรดาวิสาหกิจข้ามชาติขนาดยักษ์ใหญ่ทั้งหลายจะจ่ายภาษีขั้นต่ำจากรายได้ที่พุ่งขึ้นในแต่ละเขตอำนาจศาลที่พวกเขาตั้งอยู่” ปล่อยให้เขตอำนาจศาลเหล่านั้นกังวลเกี่ยวกับภาษีในเขตของตนเองดีกว่ามั้ยครับ? นั่นคือวิธีที่พวกเราทำกันมาตลอดเวลา รัฐชาติก็ไม่สมบูรณ์หรอก และสิ่งที่เชอร์ชิลเคยพูดไว้คือ “ประชาธิปไตยระบอบรัฐสภา ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่มันก็ยังดีกว่าที่เหลือทั้งหมด” ครับ ระบบรัฐชาติ ไม่ว่าจะยังไงก็ตามก็มักจะมีปัญหาโน่นนี่อยู่เสมอ แต่จากมุมมองด้านภาษีมันได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพโดยสมบูรณ์ในการเก็บภาษีในระดับที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้  ทำไมจะต้องมีเจ้าหน้าที่จากองค์กรสากลที่อยู่นอกรัฐชาติ  มาบงการพวกเราให้จ่ายเงินภาษีให้พวกเขามากขึ้น มันไม่ควรมี เพราะว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ โดยสรุปคือ OECD เป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับประเทศไทย

ถึงที่สุดแล้ว ผมหวังว่ามันจะเป็นประเด็นสำคัญของการเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่พูดกันไปมาเฉยๆ เพราะถ้าหากใครก็ตามที่เข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้ว่ามันทำงานกันอย่างไร  พรรคการเมืองที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังในเรื่อง OECD ก็คงจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้านี้  ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากการเข้าร่วม OECD? ซึ่งคำตอบก็จะเหมือนกับที่ ปธน. Trump ได้ชี้ให้เห็นในตอนเข้ารับตำแหน่งคือ อเมริกาจะไม่ได้อะไรเลย ซึ่งประเทศไทยก็จะไม่ได้อะไรเช่นกัน เพราะฉะนั้น ถึงที่สุดแล้ว ผมว่ามันน่าจะเป็นการดีกว่าที่พวกเราจะลืมเรื่องนี้ไปเลย มีหลายคนถามผมว่า “คุณเคยถูกขอให้เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยหรือไม่” ไม่ครับ ตราบใดที่พวกเขายังคิดเรื่องการเป็นสมาชิกของ OECD อยู่  นั่นเป็นสิ่งที่พรรคนี้ได้พูดไว้ตอนเข้ามาเป็นรัฐบาล นั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ ผมชอบพรรคภูมิใจไทยนะ พรรคอื่นก็ด้วย ผมไม่ได้พูดว่าผมต้องการที่จะเข้าร่วมกับพรรค หรือเคยคิดจะร่วม แต่ผมมีความโน้มเอียงว่า ผมชอบภูมิใจไทยในวิธีการทำงานของพวกเขา แต่ในเรื่อง OECD ผมไม่เห็นด้วย ถ้าพวกเขาไม่เปลี่ยนใจ  ผมรู้ว่าพรรคนี้เป็นพรรคที่พูดจริงทำจริง และถ้าพวกเขาเข้าใจในเรื่องที่พูดมาทั้งหมดในวิดีโอนี้ พวกเขาก็จะรู้ว่าเรื่อง OECD นั่นน่าจะไม่ใช่นโยบายที่ดีเลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าพวกเขาคิดจะพิจานณาเรื่องนี้ในปีที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง พวกเขาคงจะต้องเตรียมคำตอบให้พร้อมในเรื่องนี้

ขอย้ำอีกครั้ง ผมเป็นห่วงมากจริงๆในเรื่อง OECD ผมตามดูเรตติ้งของผมจากวิดีโอแต่ละม้วน ในยูทูป รวมทั้งในช่องทางอื่น ดูเหมือนว่าถ้าผมพูดถึงเรื่อง OECD ทาง ยูทูปไม่ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มากสำหรับประเทศไทย ผมจะไม่หยุดพูดเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากเท่ากับภัยคุกคามต่ออธิปไตยของประเทศไทยรวมทั้งประเด็นสำคัญอื่นๆในประเทศไทยอย่างเช่น COVID จริงๆแล้วผมรู้สึกว่ามันเป็นอันตรายมากกว่า COVID ด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อยผู้คนจะรู้สึกว่า COVID เป็นเรื่องที่มีผลกับชีวิตประจำวัน มันจึงมีแรงผลักดันมากที่จะปรับเปลี่ยนบางอย่างได้ แต่เรื่อง OECD เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ผู้คนมักจะไม่ค่อยเข้าใจ และผู้คนก็ไม่ชอบพูดถึงเรื่องการธนาคารด้วย ผมเข้าใจได้ มันดูเหมือนจะน่าเบื่อ แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องสำคัญ ผมไม่อยากเห็นสถานการณ์ที่คนจากภายนอก ที่ไม่ได้เป็นคนไทย มาบงการคนในประเทศไทยว่าอัตราภาษีควรจะเป็นเท่าไหร่  ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นสถานการณ์ที่ดีเลย ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ตาม”