Integrity Legal - Law Firm in Bangkok | Bangkok Lawyer | Legal Services Thailand Back to
Integrity Legal

Legal Services & Resources 

Up to date legal information pertaining to Thai, American, & International Law.

Contact us: +66 2-266 3698

[email protected]

ResourcesThailand Real Estate & Property LawJurisprudenceถึงเวลาที่จะจัดการเรื่องกัญชาในประเทศไทยให้เรียบร้อยหรือยัง?

ถึงเวลาที่จะจัดการเรื่องกัญชาในประเทศไทยให้เรียบร้อยหรือยัง?

For the English Transcript of this video, please go to the following link:

https://www.legal.co.th/resources/thailand-real-estate-property-law/jurisprudence/time-get-issue-cannabis-thailand-right/

วีดีโอเรื่องนี้เป็นการแสดงความคิดเห็น คือผมคิดว่าควรจะทำมันเป็นลักษณะของงานแสดงความคิดเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่จะจัดการเรื่องกัญชาให้เรียบร้อยเสียที หรือไม่ก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้น เลิกยุ่งกับมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้าไปยุ่งกับมันด้วยวิธีการที่ถูกกฎหมายอย่างไม่ถูกต้อง

ตามที่ผมเคยพูดไว้ในวิดีโอม้วนอื่นแล้วว่า กัญชาได้ถูกถอดออกจากบัญชีรายการยาเสพติดให้โทษในสมัยที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งอุบัติขึ้นตามการประกาศใช้พระราชบัญญัติโรคติดต่อ ในช่วงปี 2022 เพื่อรับมือกับโรคระบาด COVID, ซึ่งผมจะขอไม่พูดถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังของการให้คำจำกัดความของโควิดว่าเป็นโรคระบาด ซึ่งก็เป็นปัญหาพอสมควรในเวลานั้น แต่อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งได้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสมในช่วงเวลานั้น ในจังหวะก้าวที่ชาญฉลาด นายอนุทินได้ถอดถอนกัญชาออกจากบัญชีรายการยาเสพติดให้โทษ และใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ทำการออกกฎระเบียบการใช้กัญชา เมื่อ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน สิ้นสุดลง อำนาจตาม พ.ร.บ. หมดไป แต่สิ่งที่เหลืออยู่คือ กัญชาเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายในประเทศไทย เช่นเดียวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะต้องใช้บัตรประชาชน, จะต้องพิสูจน์ว่าคุณมีอายุครบ คุณไม่สามารถขายให้กับสตรีที่มีครรภ์เพราะเป็นอันตราย แค่นั้นเอง กฎระเบียบทั้งหลาย ก็มีเพียงเท่านั้น คุณต้องมีใบอนุญาตให้จำหน่ายถ้าหากอยากจะขาย นั่นก็เป็นกฎเหมือนกัน แล้วกฎเหล่านี้ก็ถูกจัดให้มีขึ้นภายใต้อำนาจฉุกเฉิน โดยมีพื้นฐานอยู่บนพระราชบัญญัติรัฐสภา ผลที่เกิดขึ้นมตามมาก็คือ มีความพยายามที่จะสร้างกฎระเบียบต่างๆขึ้นมา ถึงแม้จะไม่มีกฎหมายรองรับก็ตาม และถ้าหากดูจากหลักของประมวลกฎหมาย ในระบบกฏหมายแบบลายลักษณ์อักษร ถ้าหากต้องการจทำให้อะไรสักอย่างหนึ่งให้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย รัฐสภาจะต้องออกกฎหมาย และระบุอย่างแน่ชัดว่านั่นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ไม่สามารถที่จะทำแบบหุนหันพลันแล่นตามอำเภอใจได้โดยใช้แต่เพียงคำว่า 'ก็เพราะพวกเราบอกให้ทำแบบนั้น' ซึ่งมันไร้สาระมาก แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในช่วงท้ายๆของรัฐบาลผสม ซึ่งอยู่มาจนถึงช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาถึงถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งอันเป็นผลมาจาก การที่คลิปเสียงการสนทนาของ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร รวมทั้งการวางแผนซับซ้อนโดยมีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนของรัฐบาลชุดนั้นได้หลุดรอดออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลได้ทำหลังจากที่พรรคภูมิใจไทยออกจากการร่วมรัฐบาลคือ การเริมเข้าไปป่วนในเรื่องกัญชา โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายรองรับแต่อย่างใด แค่ยึดแต่เพียงคำว่า 'ก็เพราะพวกเราบอกให้ทำแบบนั้น' แค่นั้น ตามหลักของประมวลกฎหมาย ในระบบกฏหมายแบบลายลักษณ์อักษร ที่ระบุว่า ถ้าหากเราจะจำกัดยับยั้งสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะต้องให้รัฐสภา ทำการพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อกฎหมายนั้นก่อน นั่นคือกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง แต่ไม่เคยเกิดขึ้น จริงๆแล้วเมื่อประมาณ 18 เดือนที่แล้วที่พวกเขาพูดถึงเรื่องนี้ และด้วยวิธีที่คุณอนุทินได้นำสิ่งนี้กลับมาวางไว้ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ก็ได้มีการพูดว่าจะร่างกฎหมายแล้วนำสู่สภา แต่ก็ไม่ได้ทำซักที ซึ่งคงเป็นเพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าถ้านำกฎหมายเข้าสู่สภา กฎหมายจะไม่เป็นไปตามแนวทางที่พรรคตนต้องการ 

อย่างไรก็ตาม ขอยกข้อความโดยตรงจากบทความในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post, bangkokpost.com, บทความชื่อว่า: Health Ministry pledges to review weed laws กระทรวงสาธารณสุขให้คำมั่นสัญญาว่าจะทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับกัญชา ขอยกข้อความโดยตรงจากบทความดังนี้: "รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ได้สัญญาว่าจะนำกฎระเบียบกัญชาที่มีข้อจำกัดอยู่มาก มาทบทวนหลังจากมีความกดดันจากกลุ่ม "เขียนอนาคตกัญชาไทย"-ครับ กลุ่มนี้ทำงานดีครับ ผมขอยกนิ้วให้เลย สิ่งที่พวกคุณทำอยู่นั้นคืองานของพระเจ้า-กล่าวต่อจากบทความ: "โดยการนำของเลขาธิการนายประสิทธิ์ชัย หนูนวล และประธานคุณโชควรรณ ช่อผกา กลุ่มนี้ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งรองปลัดกระทรวง ดร.ศักดา อัลภาชน์ ที่กระทรวงสาธารณสุขในวันพุธ นอกจากนี้ได้มีการยื่นจดหมายให้กับนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกุลและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข นาย พัฒนา พร้อมพัฒน์ เพื่อเรียกร้องให้มีการพลิกกลับมาตรการต่างๆที่กำหนดภายใต้รัฐมนตรีคนที่แล้ว นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แห่งพรรคเพื่อไทย ซึ่งทั้งกลุ่มได้กล่าวว่า เป็นผู้ทำลายธุรกิจกัญชา เครือข่ายนี้ได้เรียกร้องให้ยกเลิกประกาศกระทรวงของปี 2025" ข้อสังเกตครับ เป็นเพียงการประกาศเท่านั้น ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายที่ผ่านสภาแต่อย่างใด มันเป็นเพียงแค่ ‘เราบอกแบบนี้’ มันไม่มีผลบังคับใช้แบบกฎหมาย

ตามที่ผมเคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้ในวิดีโอมวนอื่น เมื่อไม่นานมานี้ก็มีบทความใน PATTYA MAIL กล่าวไว้ว่า ตำรวจยังจะไม่ทำอะไร เพราะยังไม่มีคำแนะนำว่าจะให้ทำอย่างไร–ซึ่งจะเอาประโยคนั้นขึ้นจอให้ดูครับ-แล้วคุณรู้กันไหมครับว่าทำไมตำรวจไม่ได้ทำอะไร? เพราะยังไม่มีกฎหมายผ่านรัฐสภาเลย นั่นก็คือจะต้องมีการออกกฎหมายก่อน ตำรวจรู้ดีในข้อนี้ว่า ถ้าจะบังคับใช้กฎหมาย ก็ต้องมีกฎหมายก่อน แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเลย การกระทำของกระทรวงสาธารณสุขในช่วงท้ายๆของการบริหารงานของพรรคร่วมรัฐบาล จริงๆแล้วเป็นสิ่งที่น่าตกใจมาก พวกเขาได้ทำการละเมิดโดยตรงต่อความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกระบวนการนิติบัญญัติอย่างโจ่งแจ้ง รวมทั้งละเมิดต่อเขตอำนาจศาลทุกแห่งในระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษรด้วย กล่าวต่อจากบทความ: "เครือข่ายได้เรียกร้องให้ยกเลิกประกาศกระทรวง ปี 2025 ซึ่งได้จัดให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม แล้วให้นำฉบับของปี 2022 ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของนายอนุทิน กลับมาใช้ใหม่" 

ผมก็คงต้องแย้งว่า กฎกระทรวงปี 2022 ในสมัยของนายอนุทิน ได้กระทำภายใต้กฎหมายที่ดี สำหรับกฎกระทรวงปี 2025 ไม่ได้เหมาะสมกับอะไรเลย ไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่ต้องไปสนใจเลย ไม่ใช่กฎหมายที่ดี และอย่างที่ตำรวจพูดนั่นแหละว่า พวกเขาก็ยังไม่ได้รับการแนะนำในการปฏบัติต่อเรื่องนี้แต่อย่างใด กล่าวต่อ: “นายประสิทธิชัยได้กล่าวว่า ระเบียบเดิมอนุญาตให้ขายกัญชาได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์ โดยผ่านร้านขายที่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ไม่ได้จำกัดใว้ว่าต้องซื้อผ่านคลีนิคที่ได้จดทะเบียนเท่านั้น” ซึ่งขอย้ำว่า รัฐบาลไม่มีอำนาจที่จะออกกฎกระทรวงมาแบบนั้น มันไม่ควรจะต้องมีอยู่ และในความเห็นของผม ไม่มีผลทางกฎหมายด้วย นอกจากนี้ การที่พูดว่าต้องมีใบสั่งจากแพทย์ ทำไมเครื่องดื่มแอลกอฮอลจึงไม่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์ การกล่าวว่า “กัญชาเพื่อสันทนาการมันสร้าปัญหา” ไร้สาระมาก ถ้าผมอยากเสพกัญชาก็เรื่องของผม ผมเป็นผู้ใหญ่แล้วครับ ผมไม่ต้องสร้างเรื่องสมมุติที่ไร้สาระขึ้นมาโดยบอกว่าผมมีปัญหาทางการแพทย์เพื่อที่จะเสพสิ่งนี้ ผมจำเป็นต้องพูดมั้ยว่า ผมปวดหัว เพื่อที่จะดื่มเบียร์หรือ? ผมจะต้องไปหาหมอแล้วบอกว่า “ผมปวดหัว ช่วยออกใบสั่งยาเพื่อซื้อเบียร์ให้ผมด้วยครับ” ไม่ต้องเลยครับ คนที่เป็นผู้ใหญ่สามารถเสพบางสิ่งบางอย่างได้ นั่นคือลักษณะของสังคมที่ให้เสรีภาพ บทความยังกล่าวต่ออีกว่า “นายประสิทธิชัยบอกว่า กระทรวงควรจะยกเลิกระเบียบปัจจุบันภายใน 2 สัปดาห์ มิฉะนั้นจะยื่นให้นายกฯ ซึ่งเป็นคนที่ริเริ่มนโยบายนี้”

ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณประสิทธิชัย แต่ผมอยากจะก้าวไปอีกหนึ่งขั้นคือ ไม่ต้องนำมาใช้เลย มันเป็นทั้งนโยบายและกฎหมายที่ไม่ดีที่จะนำมาใช้ มันควรจะถูกเพิกเฉย เพราะมันไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มันไม่ใช่กฎระเบียบที่มีรากฐานมาจากกฎหมายที่ถูกต้อง ดังนั้นมันจึงไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องนำมากังวลตั้งแต่แรกแต่อย่างใด กฎที่ออกโดยนายอนุทินในปี 2022 ภายใต้อำนาจฉุกเฉิน ควรจะเป็นกฎหมายที่ครอบคลุมทุกอย่างเพราะมีพื้นฐานมาจากกฎหมายที่ดี และหลังจากที่ภาวะสถานการณ์ฉุกเฉินได้สิ้นสุดลง กฎหมายนั้นก็ยังคงใช้อยู่ ถ้าหากต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่กล่าวแล้วนั้น ก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่รัฐสภา ออกเป็นกฎหมายตามกระบวนการนิติบัญญัติ แล้วหลังจากนั้น คนทั่วไปเหมือนผม โดยเฉพาะตัวผมเองก็จะปฏิบัติตามกฎหมายนั้น แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการออกกฎหมาย การมาพูดกล่าวว่ามีการประกาศหรืออะไรก็ตามก็เป็นเพียงสิ่งที่ไร้สาระทั้งหมด