Integrity Legal - Law Firm in Bangkok | Bangkok Lawyer | Legal Services Thailand Back to
Integrity Legal

Legal Services & Resources 

Up to date legal information pertaining to Thai, American, & International Law.

Contact us: +66 2-266 3698

[email protected]

ResourcesThailand Real Estate & Property LawJurisprudenceใครบอกว่าปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชามีคนได้ “ประโยชน์"?

ใครบอกว่าปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชามีคนได้ “ประโยชน์"?

For the English transcript of this video, please go to the following link:

https://legal.co.th/resources/visa-immigration-law/nationality-law/who-said-thai-khmer-dispute-helps-anyone/

ดูจาก thumbnail ของวีดีโอเรื่องนี้ที่กล่าวว่า "มีประโยชน์อะไร? ไม่มีประโยชน์เลย" นี่เป็นข้อความที่ยกมาจากเพลงดัง -ผมจะนำลิงค์ใส่ไว้ใต้วีดีโอเรื่องนี้-ข้อความที่ว่าคือ "สงคราม, มีประโยชน์อะไร? ไม่มีเลย" นั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกอยู่ในขณะนี้กับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ซึ่งมันประจักษ์ชัดอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว ไม่มีใครในประเทศไทยที่จะแย้งเรื่องนี้ แต่ไม่รู้สิ ก็เห็นได้ว่ามันอาจไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้  บทความนี้ประหลาดมาก ผมควรจะพูดว่า บางทีบทความอาจจะไม่ประหลาด แต่การถกเถียงกันในการประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯเพื่อพิจารณาแต่งตั้งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยคนใหม่ในเร็วๆนี้ ผมว่าเป็นการถกเถียงที่แปลกประหลาด ผมขอเข้าเรื่องเลยนะครับ

ผมคิดจะทำวีดีโอเรื่องนี้หลังจากที่ผมได้อ่านบทความใน Thai PBS World, world.thaipbs.org.th, ซึ่งหัวข้อก็ประหลาด:Trump's Thailand pick to tell Bangkok border conflicts don't help alliance.  ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อของ Trump ที่จะมาประจำการที่ประเทศไทยกำลังจะบอกกรุงเทพฯว่า ปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไม่ได้ช่วยพันธมิตร ขอยกข้อความโดยตรงจากบทความดังนี้: "ผู้ที่ประธานาธิบดี Donald Trump เสนอชื่อให้เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยได้กล่าวในวันอังคาร 29 กรกฎาคมว่า หากท่านได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งนี้, ท่านจะบอกกรุงเทพฯว่าปัญหาความขัดแย้ง เช่นเหตุชุลมุนที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ไม่ได้มีประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยหรือต่อพันธมิตรที่วอชิงตันเลย" ก็แน่ครับ เราทราบดี ไม่มีใครต้องการสิ่งนี้ คือเราก็ไม่ได้คิดว่าเราทำเช่นนี้เพื่อสุขภาพของเรานะครับ ผมขอกล่าวต่อก็แล้วกัน: "นาย Sean O'Neal เจ้าหน้าที่ฝ่ายการต่างประเทศมืออาชีพ ที่ประจำการที่ประเทศไทยมา 2 รอบแล้ว ได้กล่าวในการไต่สวนของกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อถูกถามถึงประเด็น เกี่ยวกับเหตุปะทะที่ใช้เวลา 5 วันระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา อันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 43 คน และมีผู้พลัดถิ่นที่อยู่อีก 300,000 คน"..ใช่ครับ อย่างแรกเลยคือ มีผู้เสียชีวิต 43 คน และมีผู้ที่ต้องพลัดถิ่นที่อยู่อีก 300,000 คน ซึ่งไม่มีใครในประเทศไทยคิดว่าสิ่งนี้จะมีประโยชน์กับใครเลย เพราะฉะนั้นผมขอเปลี่ยนความคิด ของคนในสหรัฐฯหรือที่อื่นก็ตาม ที่คิดแบบนั้น

ก่อนอื่นผมขอบอกว่า ผมคงยังไม่สรุปความคิดเห็นในประเด็นนี้ เพราะการไต่สวนโดยคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯเป็นสิ่งที่แปลกอยู่ สำหรับคนที่ไม่ได้มาจากสหรัฐฯและไม่ค่อยเข้าใจต่อพลวัตรของเรื่องเหล่านี้; การไต่สวนโดยคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯเป็นการพูดบางอย่างเพื่อให้คนในประเทศได้รับฟังกัน เพราะฉะนั้น ผมจะยังไม่ตัดสินอะไรในเรื่องนี้เพราะบางครั้งอาจจะเข้าใจกันคนละประเด็น มีฉากหนึ่งในซีรี่ย์ชื่อว่า Veep ที่นำแสดงโดย Julia Louie-Dreyfus มีฉากหนึ่งที่หัวหน้าคณะทำงานกำลังถูกเรียกเข้าไปรับการไต่สวนจากคณะกรรมาธิการวุฒิสภา และเขาผู้นั้นโทรหาทนายความ ทนายความบอกว่ามันจะเป็นประสบการณ์ที่แปลกประหลาดที่สุด คุณจะมีประสบการณ์ที่แปลกประหลาดมากแบบนี้ ก็ตอนที่คุณต้องถูกไต่สวนต่อหน้าสภาคองเกรสของสหรัฐฯ เพราะฉะนั้น, ในกรณีนี้ก็อาจจะเป็นการไต่สวนเพื่อให้ประชาชนในสหรัฐฯได้รับฟัง ผมคิดว่าบางทีสาธารณชนในอเมริกาอาจจะมีบางประเด็นเกี่ยวกับการเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆในประเทศไทย เราเข้าใจดีว่าการที่มีผู้คน 300,000 คนต้องออกจากถิ่นฐานที่อยู่ และมีจรวดบินว่อนข้ามชายแดนเข้ามา แล้วมีอีก 43 คนที่ต้องเสียชีวิตนั้น ไม่ได้ช่วยอะไรเลย แต่ผมก็ขอไม่ตัดสินอะไรนะครับ แต่เอาเถอะ ก็ยุติธรรมดี ว่าที่เอกอัครราชทูตได้แถลงต่อวุฒิสภาไปแล้ว เพราะการเทศนานั้นอาจจะหรืออาจจะไม่ต้องชี้แจงในบริบทอะไร แต่ที่นี่ ในประเทศไทย  เราไม่ได้มีความเข้าใจผิดเลยว่า ความขัดแย้งนี้มันจะไปช่วยอะไรใครได้ 

กล่าวต่อจากบทความ: "เมื่อมีการถามว่า ว่าที่เอกอัครราชทูตจะทำอย่างไรเพื่อให้แน่ใจได้ว่า การหยุดยิงจะกลายเป็นสัญญาสันติภาพในระยะยาว  นาย O'Neill ได้กล่าวว่า: "สิ่งแรกคือจะต้องชี้แจงกับประเทศไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรเกือยรายเดียวที่มีสนธิสัญญากับเราในทวีปเอเชีย" - ขอบคุณมากครับที่ชี้แจงในจุดนี้ ขอบคุณจริงๆ ผมได้พูดหลายครั้งแล้วว่าประเทศไทยคือพันธมิตรของเราในเอเซียที่เก่าแก่ที่สุดและต่อเนื่องมายาวนานมาก; เป็นพันธมิตรของเราในทุกสถานการณ์ทั้งดีและร้าย  ผมเปรียบเทียบได้กับความสัมพันธ์ระหว่าง Wyatt Earp กับ Doc Holliday ซึ่งบางครั้งอาจจะรู้สึกแปลกๆ แต่มีฉากหนึ่งที่ Wyatt Earp นำแสดงโดย Kevin Costner คุยกับ Doc Holliday ที่นำแสดงโดย Dennis Quaid, ได้กล่าวว่า: “ผมเข้าใจครับว่าการเป็นเพื่อนกับผมไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลย แต่เมื่อใดที่คุณมีปัญหา ผมจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ" นั่นคิอสิ่งที่ผมมักจะมองถึงความเป็นพันธมิตรระหว่างไทยกับสหรัฐฯ บางเวลาอาจจะดูประหลาดนิดหน่อย แต่ถึงที่สุดแล้ว เราก็อยู่เพื่อกันและกัน เราเป็นพันธมิตรกัน. ประเทศไทยอยู่เคียงข้างสหรัฐฯในยามคับขัน หลายคนอาจจะลืมไปว่าประเทศไทยได้เข้ามามีส่วนร่วมในสงครามเกาหลี เป็นการเข้าร่วมด้วยความเต็มใจ ประเทศไทยได้เข้าร่วมในความริเริ่มต่างๆของอเมริกาตลอดเวลา 75 ปีที่ผ่านมา เรามีสนธิสัญญามิตรภาพระหว่างกันมาเกือบ 200 ปี ความสัมพันธ์ 200 ปีทางการเจรจาระหว่างกัน 10 ปีก่อนที่เราจะมีสนธิสัญญาระหว่างกันอย่างเป็นทางการ เราก็เจรจากับคนไทยแล้ว เพราะฉะนั้น ผมก็ขอชื่นชมที่ว่าที่เอกอัครราชทูตที่ได้ชี้ถึงประเด็นนี้ครับ กล่าวต่อจากบทความ: "ว่าสงครามแบบนี้ การขัดแย้งแบบนี้ ไม่ได้ช่วยอะไรต่อประชาชนของแต่ละประเทศเลย" เราทราบครับ แล้วอีกอย่างหนึ่งคือ ได้มีความพยายามที่จะหยุดยิงแล้วที่นี่ รักษาการนายกรัฐมนตรีของเราได้ไปเจรจากับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในมาเลเซีย แล้วทั้งสองฝ่ายก็ตกลงที่จะหยุดยิง แต่การยิงกันก็ไม่ได้ยุติครับ กล่าวต่อจากบทความ: "สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เสริมสร้างความเข้มแข็งให้พันธมิตรของเรา; ทั้งสองประเทศไม่ได้ทำอะไรที่จะรับมือกับความท้าทายที่พวกเขาต้องเผชิญ มีแต่การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินโดยไม่จำเป็น" ไม่สงสัยเลยครับ แต่ผมคงต้องแย้งว่า คนไทยได้แสดงให้เห็นถึงระดับของความอดทน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าในสถานการณ์เดียวกันแบบนี้ เราจะได้เห็นสิ่งนี้ในโลกตะวันตก ทั้งหมดนี้มันเป็นโศกนาฎกรรม ทั้งประเทศไทยและกัมพูชาเป็นประเทศที่นับถือพุทธศาสนาอย่างลึกซี้ง ซึ่งไม่เชื่อเกี่ยวกับการที่ต้องเสียชีวิตแบบไม่จำเป็น ก็ถือเป็นโศกนาฏกรรมและผมคิดว่าไม่มีใครต้องการสิ่งนี้

ผมขอกล่าวอีกครั้งหนึ่งว่า ผมเข้าใจได้ว่าการพูดของว่าที่เอกอัครราชทูตในการไต่สวนของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯ นั้น ก็เพื่อให้ผู้รับฟังในสหรัฐฯ เพราะฉะนั้น คุณต้องมองจากมุมนั้น และต้องเข้าใจด้วยว่ามันไม่ใช่การที่ใครสักคนจะลุกขึ้นแถลงด้วยวาจาในโต๊ะอาหารค่ำ หรืออะไรประมาณนั้น มันเป็นคนละประเด็นกัน แต่ในประเทศไทยเอง ไม่มีใครมีข้อสงสัยในเรื่องนั้น แต่ปัญหาพื้นฐานคือ ถ้าหากมีการสาดกระสุนเข้ามาในประเทศ ประเทศไทยจะต้องทำอย่างไร เราทุกคนก็เข้าใจว่าการทำแบบนี้มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ไม่ดีสำหรับใครเลย แต่ประเทศไทยก็ต้องป้องกันตัวเองครับ เราต้องป้องกันอธิปไตยของเรา ผมขอถามหน่อยว่าถ้าหากมีการสาดกระสุนข้ามชายแดนเข้ามายังสหรัฐฯจากแคนาดาหรือเม็กซิโกก็ตาม คนในสหรัฐฯจะรู้สึกอย่างไร

เพราะฉะนั้นขอพูดให้ชัดอีกครั้งหนึ่งว่า ไม่มีใครในประเทศไทยที่คิดว่าสิ่งนี้จะช่วยอะไรใครได้เลย ความรู้สึกก็คือ "สงคราม! มันเป็นผลดีสำหรับอะไร? ไม่มีเลย" สิ่งนี้คือปรัชญาทั่วไปในประเทศไทย และผมคิดว่า บางที่มันอาจจะเป็นปรัชญาเดียวกันทั่วทั้งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นเมืองพุทธ  เพราะฉะนั้นผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรมากไปกว่านี้แล้วครับ