Integrity Legal - Law Firm in Bangkok | Bangkok Lawyer | Legal Services Thailand Back to
Integrity Legal

Legal.co.th - Resources 

Research & gain insights into Thai, American, and International Law.

 

Contact us: +66 2-266 3698

info@integrity-legal.com

ResourcesVisa & Immigration LawUS Immigration Lawภาพรวมเกี่ยวกับการถูกปฏิเสธการขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ

ภาพรวมเกี่ยวกับการถูกปฏิเสธการขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ

See the original English language transcript here: 214(b)

 การถูกปฏิเสธการขอวีซ่าเข้าสหรัฐ และหมวด 214(b)    

ภาพรวมเกี่ยวกับการถูกปฏิเสธการขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ

การขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯไม่จำเป็นจะต้องได้รับการอนุมัติเสมอไป มีหลายกรณีที่ผู้ยื่นคำขอได้ถูกปฏิเสธการขอวีซ่าโดยสำนักงานกงสุลด้วยเหตุผลต่างๆนานา

โดยปกติ ผู้ยื่นคำขอซ่าวีซ่าเข้าสหรัฐฯจะต้องผ่านการสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่กงสุลที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯหรือสถานกงสุลประจำประเทศที่ผู้นั้นเกิดหรือประเทศที่ผู้นั้นอาศัยอยู่ ผู้ยื่นคำขอทุกราย จะต้องผ่านการสัมภาษณ์ ซึ่งถ้าในกรณีทั่วไปจะใช้เวลาไม่นานนัก การตัดสินใจที่จะอนุมัติหรือปฏิเสธจะเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารที่ผู้ยื่นคำขอได้ยื่นไว้ การที่จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับ มาตราต่างๆที่ระบุไว้ใน พรบ. การเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐฯ U.S. Immigration and Nationality Act (INA) 

เหตุผลของการถูกปฏิเสธวีซ่านักท่องเที่ยว

ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ขอวีซ่าที่ไม่ได้ขอเพื่อเข้ามามีถิ่นที่อยู่ มักจะเป็นการขอวีซ่านักท่องเที่ยว วีซ่าธุรกิจ หรือวีซ่านักเรียน กฎหมายสหรัฐฯได้มีการจำแนกสถานการณ์ที่อาจถูกปฏิเสธวีซ่าที่ไม่ใช่วีซ่าผู้ขอเข้ามามีถิ่นที่อยู่ ซึ่งการปฏิเสธนั้น เกิดได้ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ผู้ยื่นอาจยื่นเอกสารไม่ครบตามที่ต้องการ หรืออาจจะมีคุณสมบัติไม่ตรงกับประเภทวีซ่าที่ขอ และ/หรือข้อมูลที่ให้ไว้ในใบคำขอ เป็นตัวชี้ว่าผู้นั้นเป็นผู้ต้องห้ามเข้าสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลทางกฎหมาย ซึ่งระบุไว้ใน พรบ.ว่าด้วยการเข้าเมืองและสัญชาติ U.S. Immigration and Nationality Act (INA) 

หมวด 214(b) ของพรบ.ว่าด้วยการเข้าเมืองและสัญชาติ  ระบุไว้ว่า ก่อนที่จะอนุมัติวีซ่าชั่วคราว (non-immigrant ) ผู้ยื่นจะต้องแสดงหลักฐานว่ามีความผูกพันอย่างมากกับประเทศที่อาศัยอยู่หรือบ้านเกิดของตน และมีความผูกพันน้อยกับสหรัฐฯ ดังนั้นผู้ยื่นคำร้องจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าตนไม่ได้มีความต้องการที่จะจากบ้านเกิดหรือย้ายไปอยู่ในสหรัฐฯนานเกินความจำเป็น ซึ่งสถานะการเงินสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานประกอบได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าผู้ยื่นขอวีซ่า มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะไปสหรัฐฯ โดยที่ไม่ต้องไปหางานทำ นอกจากนี้การเป็นลูกจ้างในบริษัทต่างชาติมาเป็นระยะเวลานาน หรือการมีความผูกพันทางสังคมกับชาวต่างชาติที่ไม่ใช่พลเมืองอเมริกันหรือ การมีญาติสนิทสามารถใช้เป็นหลักฐานว่ามีความผูกพันกับประเทศที่ไม่ใช่สหรัฐฯ

เมื่อวีซ่าถูกปฏิเสธ ผู้ยื่นจะได้รับการแจ้งโดยเจ้าหน้าผู้ให้สัมภาษณ์ ที่กงสุลหรือสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ซึ่งอาจให้เหตุผลว่าได้รับการ ปฏิเสธตามหมวด 214(b) ว่าด้วยการไม่อนุญาตด้วยเหตุผลทางกฎหมาย  แต่ไม่ว่าจะถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผลคือจะไม่ได้รับวีซ่า นอกจากนี้ผู้ยื่นควรรับทราบว่า จะไม่มีการคืนค่าธรรมเนียม ไม่ว่าผลของการยื่นขอวีซ่าจะเป็นอย่างไร

ผู้ยื่นควรเข้าใจว่าการปฏิเสธบางประเภทจะเป็นการปฏิเสธแบบถาวรแต่การปฏิเสธบางประเภทสามารถที่จะเปลี่ยนคำตัดสินได้หากมีหลักฐานมายืนยันว่าสถานการณ์ของผู้ยื่นคำขอได้มีการเปลี่ยนแปลง หรือโดยการขอใช้  1- 601 waiver of inadmissibility  ดังนั้น ผู้ที่เคยถูกปฏิเสธวีซ่าภายใต้หมวด 214(b) สามารถยื่นขอวีซ่าชั่วคราว ได้อีกรอบหนึ่ง แต่ผู้ยื่นจำเป็นต้องนำหลักฐานว่าสถานการณ์ได้มีการเปลี่ยนแปลงแล้วมาเป็นส่วนประกอบของคำขอ