Integrity Legal - Law Firm in Bangkok | Bangkok Lawyer | Legal Services Thailand Back to
Integrity Legal

Legal Services & Resources 

Up to date legal information pertaining to Thai, American, & International Law.

Contact us: +66 2-266 3698

[email protected]

ResourcesVisa & Immigration LawUS Immigration Lawแจ้งเตือน: การ "ห้ามเดินทาง" ของ Trump มีผลกระทบกับวีซ่าสหรัฐฯจากประเทศไทยหรือไม่?

แจ้งเตือน: การ "ห้ามเดินทาง" ของ Trump มีผลกระทบกับวีซ่าสหรัฐฯจากประเทศไทยหรือไม่?

For the English transcript of this video, please go to the following link:

https://www.legal.co.th/resources/visa-immigration-law/us-immigration-law/alert-new-trump-travel-ban-impacts-us-visas-thailand/

ตอนนี้ผมได้รับการติดต่อมามากมายในประเด็นนี้ ผมเข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน ผมคิดจะทำวีดีโอเรื่องนี้หลังจากที่ผมได้อ่านอีเมลมากมายและผมจึงไปหาข้อมูลเพิ่มเติม โดยผมได้ไปเข้าเว็บของ Reuters, reuters.com, หัวข้อเรื่องว่า: ฝ่ายบริหารของ Trump จะระงับวีซ่าถาวรสำหรับ 75 ประเทศไว้เป็นการชั่วคราว. ขอยกข้อความโดยตรงจากบทความดังนี้: “วอชิงตัน, 14 มกราคม (สำนักข่าวReuters) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวเมื่อวันพุธว่า ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี Donald Trump กำลังจะระงับการดำเนินการใดๆในการออกวีซ่าถาวรสำหรับผู้ที่ยื่นคำร้องจาก 75 ประเทศไว้เป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มความเข้มข้นในการกวาดล้างเรื่องการเข้าเมือง Trump ได้เริ่มดำเนิการกวาดล้างเรื่องการเข้าเมืองอย่างจริงจังตั้งแต่เริ่มเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม โดยฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้จัดลำดับความสำคัญของการบังคับใช้กฏหมายเข้าเมืองไว้อย่างเด็ดขาด โดยจัดส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลาง ไปยังเมืองใหญ่ๆของสหรัฐฯซึ่งเป็นการจุดชนวนการเผชิญหน้าด้วยความรุนแรงทั้งต่อผู้เข้าเมืองและต่อพลเมืองอเมริกัน" กล่าวต่อ: "ในขณะที่ Trump ได้รณรงค์หาเสียงด้วยประเด็นของการหยุดยั้งการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย แต่ฝ่ายบริหารของเขาก็ได้ทำให้การเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายต้องยากลำบากขึ้นด้วยเช่นกัน" 

ใช่ครับ, และสิ่งเดียวที่ผมจะติเกี่ยวกับ Trump ก็คือ ผมไม่คิดว่าการจัดการกับการเข้าเมืองอย่างถูกต้องจะเป็นความเร่งด่วนสูงสุดของคนอเมริกัน แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็เข้าใจด้วยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใน 5 ปีที่ผ่านมาก็พอๆกันกับการบุกรุกนั่นแหละ หลายคนสามารถเข้าประเทศมาได้ แล้วยังได้สถานะเป็นผู้ที่ได้รับคุ้มครองชั่วคราวอีกด้วย, ครับ ดูเหมือนจะมีการใช้อำนาจโดยมิชอบเกิดขึ้น แต่การปฏิบัติตามกฎหมายก็แตกต่างกันออกไปนะครับ สิ่งที่ผมกำลังพูดคือผมมีลูกค้าจากหลายประเทศทั่วโลกที่พยายามเดินทางเข้าสหรัฐฯและกำลังต่อแถวอยู่ ซึ่งพวกเขาก็ผ่านขั้นตอนต่างๆมาแล้ว บางรายก็ต้องขอรับการยกเว้น (waiver) ด้วย ผมหมายถึงการขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯในทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันง่ายๆเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่พำนักอาศับอยู่ที่นี่มานานพอก็จะรู้ถึงความแตกต่าง โดยเฉพาะความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่มีสำนักงาน USCIS ตั้งอยู่ในใจกลางกรุงเทพฯในสถานทูตที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย แต่ฝ่ายบริหารของ Trump ในยุคแรกก็กำจัดสำนักงานนั้นไป และผมว่ามันเป็นสิ่งที่แปลกมากที่มีตำแหน่งผู้ช่วยทูตจากทุกองค์กรของรัฐบาลกลางเท่าที่จะคิดกันขึ้นมาได้ แต่ไม่มีสำนักงาน USCIS ซึ่งเป็นประโยชน์มากกับพลเมืองอเมริกันที่ต้องการที่จะยื่นคำร้องให้คู่สมรสที่อยู่ในประเทศไทยได้ ผมจะพูดโดยรวมว่า สิ่งที่ผมกังวลคือ Trump ต้องการที่จะไล่ติดตามและสร้างปัญหามากมายในระบบการเข้าเมืองที่ถูกกฎหมาย ผมเข้าใจครับในเรื่องที่จะต้องจัดการกับพวกเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่คนที่กำลังต่อแถวและทำทุกอย่างด้วยความซื่อตรง พวกเขาต้องการที่จะทำทุกอย่างตามกฎหมายเพื่อที่จะได้รับวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯ แล้วทำไมครับ ทำไมการกระทำอย่างนั้นจึงกลายเป็นปัญหา กล่าวต่อจากบทความ: "นาย David Bier, ผู้อำนวยการด้านการศึกษาเกี่ยวกับการเข้าเมืองของ Cato, และประธานของมูลนิธิ The Setz Foundation ในประเด็นที่เกี่ยวกับนโยบายการเข้าเมืองได้กล่าวว่า: "ฝ่ายบริหารชุดนี้ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า มีประเด็นต่อต้านการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา" ผมต้องขอพูดว่า ไม่เห็นด้วยไม่ได้เลย  

ขอพูดอีกครั้งหนึ่งว่า ผมเข้าใจดีในเรื่องการไล่ติดตามผู้ที่เข้าสหรัฐฯอย่างผิดกฎหมายหรือพยายามที่จะเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ในขณะเดียวกัน ผมว่ามันน่าสนใจมากที่ ท่ามกลางเรื่องต่างๆเหล่านี้ ผมได้หยิบยกเรื่องเกี่ยวกับทนายความที่ผิดกฎหมายขึ้นมาพูดถึง ไอ้พวกฉาวโฉ่เหล่านั้น ทำไมถึงไม่ไปตามล่าบุคคลเหล่านั้น แทนที่จะมาติดตามคนที่พยายามทำทุกอย่างผ่านระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม, กล่าวต่อจากบทความ: "รายชื่อประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากการพักการดำเนินการไว้ชั่วคราวครั้งนี้ จากทางการสหรัฐฯคือ: "Afghanistan, Albania, Algeria, Antigua and Barbuda, Armenia, Azerbaijan, Bahamas, Bangladesh, Barbados, Belarus, Belize, Bhutan, Bosnia, Brazil, Cambodia, Cameroon, Cape Verde, Columbia, Democratic Republic of the Congo, Cuba, Dominica, Egypt, Eritrea, Ethiopia, Fiji, The Gambia, Georgia, Ghana, Grenada, Guatemala, Guinea, Haiti, Iran, Iraq, Ivory Coast, Jamaica, Jordan, Kazakhstan, Kosovo, Kuwait, Kyrgyzstan, Laos, Lebanon, Liberia, Libya, North Macedonia, Moldova, Mongolia, Montenegro, Morocco, Myanmar, Nepal, Nicaragua, Nigeria, Pakistan, Republic of the Congo, Russia, Rwanda, Saint Kitts and Nevis, Saint Lucia, Saint Vincent and the Grenadines, Senegal, Sierra Leone, Somalia, South Sudan, Sudan, Syria, Tanzania, Thailand" - ซึ่งเดียวผมจะกลับมาคุยเรื่องประเด็นของประเทศไทยครับ - "Togo, Tunisia, Uganda, Uruguay, Uzbekistan and Yemen" การที่มีประเทศไทยอยู่ในรายชื่อนี้เป็นสิ่งที่ผมว่าน่าสนใจ ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯที่มีอยู่ในทวีปเอเชีย และเรายังมีสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือ (US-Thai Treaty of Amity) ระหว่างกันอีกด้วย ประเทศไทยยึดถือหลักปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันเสมอมาแก่คนอเมริกันที่ประสงค์จะทำธุรกิจที่นี่ โดยไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาไม่ได้ของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act) บริษัทคนอเมริกันสามารถที่จะเป็นเจ้าของบริษัทตัวเองได้ 100% และผู้ค้าตามสนธิสัญญาก็จะได้รับผลประโยชน์ต่างๆภายใต้สนธิสัญญานี้ด้วย สรุปแล้ว ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องนำสิ่งนี้มาใช้กับประเทศไทยในเมื่อประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ ผมก็ได้รายงานกี่ยวกับเรื่องนี้และเราคอยติดตามเรื่องนี้แบบ real time ในฐานะที่ผมทำหน้าที่เกี่ยวกับกฎหมายการเข้าเมือง ซึ่งในรายงานครั้งล่าสุด จะเห็นได้ว่ากัมพูชาถูกระบุอยู่ในรายชื่อเช่นเดียวกับพม่าและลาว ซึ่งผมได้ทำวีดีโอพูดถึง 2 ประเทศนี้ไว้แล้วเมื่อเร็วๆนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้พูดว่าวีซ่าครอบครัวอาจจะและคงจะได้รับการยกเว้น แต่ก็ต้องรอดูกันต่อไป และผมทำวีดีโอเรื่องนี้ทันทีที่ได้รับข้อมูลมา เพราะฉะนั้นก็เข้าใจตามข้อมูลเท่าที่มีนี้ไปก่อน มันเป็นเพียงการแจ้งเตือน อย่างแรกที่ผมอยากจะบอกก็คือ ตอนนี้อย่าเพิ่งตื่นตระหนกตกใจครับ  ทุกคนที่กำลังอยู่ในกระบวนการของคำร้องวีซ่า K-1 ประเภทคู่หมั้น หรือวีซ่าคู่สมรส เช่นวีซ่า CR-1 สำหรับการอยู่อาศัยอย่างมีเงื่อนไข หรือวีซ่า IR-1 คือวีซ่าของญาติใกล้ชิด (แบบไม่มีเงื่อนไข) หรือแม้กระทั่งวีซ่าเสริมประเภท K-3 ซึ่งเป็นวีซ่าคู่สมรส ยังไม่ต้องตกใจครับ หายใจลึกๆ และถ้าหากคุณอยู่ในระหว่างขั้นตอนที่ DHS (กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ) โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มขั้นตอน คุณอาจจะต้องรอถึงอีก 1 ปีก็เป็นได้กว่าที่จะเข้าสู่กระบวนการของกระทรวงการต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ใครที่กำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการนี้แล้วคุณมีความกังวล คุณก็หายใจลึกๆก่อน เรากำลังทำการศึกษาวิเคราะห์เรื่องนี้อยู่เพื่อที่จะได้ดูว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร เพราะเท่าที่ผมเข้าใจ แม้กระทั่งการประกาศก่อนหน้านี้เกี่ยวกับประเทศพม่าและลาว คำร้องประเภทวีซ่าครอบครัวสามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้

ผมจะค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไปเพื่อที่จะได้รู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นจริงๆขณะนี้ จะได้ไม่เป็นการคาดเดามากนัก แต่ในขณะนี้ ก็ขอให้ถือว่าวีดีโอเรื่องนี้เป็นการแจ้งเตือนว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกำลังเกิดขึ้นภายในหน่วยงานที่เกี่ยวกับงานตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบที่แตกแขนงออกไปต่อผู้ที่กำลังยื่นขอวีซ่าสหรัฐฯจากประเทศไทย