Legal Services & Resources
Up to date legal information pertaining to Thai, American, & International Law.
Contact us: +66 2-266 3698
การยกระดับในการตรวจคัดกรอง social media สำหรับ วีซ่า K-1, K-3, CR-1 กับ IR-1?
For the English Transcript of this video, please go to the following link:
วีดีโอเรื่องนี้จะกล่าวถึงการยกระดับในการตรวจคัดกรอง social media และสิ่งนี้จะมีผลกระทบกับวีซ่าคู่หมั้นและวีซ่าคู่สมรสไปสหรัฐฯหรือไม่ ผมคิดจะทำวีดีโอเรื่องนี้ หลังจากที่ผมได้อ่านบทความจาก BBC, bbc.com, บทความชื่อว่า: US halts Student Visa appointments and plans expanded social media vetting. สหรัฐฯยุติการนัดสัมภาษณ์เพื่อทำวีซ่านักเรียนและวางแผนที่จะขยายการตรวจคัดกรองเกี่ยวกับ social media. ขอยกข้อความโดยตรงจากบทความดังนี้: "ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี Trump ได้สั่งสถานทูตสหรัฐฯทั่วโลก ให้หยุดการนัดสัมภาษณ์เพื่อทำวีซ่านักเรียนไว้ก่อน เนื่องจากกำลังเตรียมตัวยกระดับในการตรวจคัดกรอง ในเรื่อง social media ของผู้ยื่นใบคำร้องเหล่านั้น บันทึกช่วยจำได้ระบุว่า จะยกระดับในการตรวจคัดกรองเกี่ยวกับ social media สำหรับวีซ่านักเรียนและวีซ่าโครงการแลกเปลี่ยน ซึ่งจะมี "ผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญ" สำหรับสถานทูตและกงสุลทั้งหลาย
ผมว่า นั่นเป็นการพูดน้อยไปกว่าความเป็นจริง ถ้าหากตอนนี้ตัดวีซ่านักเรียนออกไปเลย-คือไม่ออกวีซ่านักเรียนให้อีก-วีซ่านักเรียนเป็นงานกองใหญ่พอสมควรของฝ่ายกงสุลในแต่ละสถานทูต, เป็นงานกองใหญ่เลยล่ะ ยังมีอีกอย่างที่ต้องคำนึงถึง คือมันจะเป็นการน็อคขีดความสามารถในการเก็บค่าธรรมเนียมของ สถานทูตและสถานกงสุลทั่วโลก ตามความเข้าใจของผม, แต่ละสถานทูตและสถานกงสุลจะเก็บค่าธรรมเนียมจากการทำวีซ่าชั่วคราว-เช่นวีซ่านักเรียนหรือวีซ่านักท่องเที่ยว–เอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายของสำนักงานในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น ถ้าไม่มีการออกวีซ่านักเรียนต่อไปอีกเลย ผมคิดว่าคงจะเป็นการเป่าให้งบค่าใช้จ่ายของสถานทูตและกงสุลเหล่านั้นในแต่ละท้องที่หายไปจำนวนมหาศาลทีเดียว
อย่างไรก็ตาม กล่าวต่อจากบทความ: "เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Trump กำลังจัดการอย่างรุนแรงต่อมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯบางแห่ง ประธานาธิบดี Trump มองว่าสถาบันเหล่านี้เอียงซ้ายมากเกินไป–และกล่าวหาว่ามหาวิทยาลัยล้มเหลวในการจัดการต่อกลุ่มต่อต้านชาวยิว ในขณะที่ฝ่ายนิยมปาเลสไตน์ออกมาปรากฎตัวในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ผมคงไม่เจาะลึกในประเด็นนี้ในวีดีโอนี้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ การกระทำนี้ทำให้ผมนึกถึงการต่อต้านชาวมุสลิม (Muslim Ban) ซึ่งผมเคยพูดไว้ในช่วงเวลาของการบริหารโดยประธานาธิบดี Trump สมัยแรก–ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครฟังผม ผมได้บอกไว้ว่าการต่อต้านชาวมุสลิมจะมีผลกระทบต่อไปในวงกว้าง เพราะผมได้อ่าน บันทึกภายใน และอ่านข้อมูลต่างๆที่ออกมา ซึ่งพูดถึงระเบียบวิธีการปฏิบัติ ขั้นตอนและกลไกต่างๆที่จะนำมาบังคับใช้ในสิ่งที่เรียกกันว่า “การต่อต้านชาวมุสลิม” ขั้นตอนหนึ่งที่ผมได้อ่านเจอก็คือ "การตรวจคัดกรองในเรื่อง social media" ซึ่งตอนนั้นผมก็ได้พูดไปแล้ว ตอนนี้ผมก็ขอเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อมีการพูดถึงการ "การตรวจคัดกรองในเรื่อง social media" มันมีแนวโน้มที่จะลุกลามออกไปถึงการวินิจฉัยการเข้าเมือง ซึ่งคุณจะเห็นได้ผ่านทางสถานทูตหรือกงสุลต่างๆ หมายความว่าอย่างไร? มันหมายถึงว่าเมื่อคุณยื่นคำร้องขอทำวีซ่า ซึ่งตอนนี้ใช้แบบฟอร์ม DS-260 และ DS-160 คุณจะต้องเปิดเผยสถานะของ social media ต่างๆที่คุณใช้อยู่ ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่ก็ตรวจอยู่แล้ว และผมคิดว่าคงจะตรวจลึกลงไปมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะดูว่าใครสักคนหนึ่งเป็นคู่หมั้นของอีกคนหนึ่งอย่างบริสุทธิ์ใจหรือไม่ พวกเขาเคยถูกพบว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับใครใน Facebook หรือไม่ และเป็นคนละคนกันกับคนที่กำลังจะเดินทางไปพบที่สหรัฐฯหรือไม่ ผมไม่ได้หมายถึงว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้น แต่ผมจะไม่แปลกใจเลยถ้าเห็นว่าบันทึกภายในได้ระบุว่าจะมี "การยกระดับการตรวจคัดกรอง social media ให้มากขึ้น" และอย่างที่ผมว่า สิ่งนี้ก็มีแนวโน้มที่จะแผ่ขยายออกไปได้; ไม่มีโอกาสเลยที่เรื่องนี้จะอยู่ในความสนใจแบบแคบๆ เราได้เห็นมาแล้วในสมัยที่มีการต่อต้านชาวมุสลิม ซึ่งทุกคนได้พูดกับผมว่า: "มันจะจำกัดอยู่แค่ในประเทศเหล่านั้นเท่านั้น" แล้วหลังจากนั้น ผมก็ได้ทำวีดีโอว่านโยบายเหล่านั้นมีผลกระทบต่อท้องถิ่นอย่างไรบ้าง แม้แต่ในประเทศไทยก็ตาม เพราะนโยบายเกี่ยวกับการ "ต่อต้านชาวมุสลิม" ได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง
ขอย้ำว่า ผมไม่ได้กล่าวว่านี่เป็นข้อสรุปที่คาดเดาได้ แต่ผมเชื่อจริงๆว่า ในกรณีการเข้าเมืองของสหรัฐฯ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวัง ในช่วงที่เรากำลังจะก้าวผ่านปี 2025 นี้
