Integrity Legal - Law Firm in Bangkok | Bangkok Lawyer | Legal Services Thailand Back to
Integrity Legal

Legal Services & Resources 

Up to date legal information pertaining to Thai, American, & International Law.

Contact us: +66 2-266 3698

[email protected]

ResourcesVisa & Immigration LawUS Immigration Lawวีซ่า K-3, CR-1 และ IR-1 เมื่อมองจากนโยบายใหม่ของประธานาธิบดี Trump

วีซ่า K-3, CR-1 และ IR-1 เมื่อมองจากนโยบายใหม่ของประธานาธิบดี Trump

For the English transcript of this video, please go to the following link:

https://www.legal.co.th/resources/visa-immigration-law/us-immigration-law/k-3-cr-1-and-ir-1-visas-light-recent-trump-policies/

วีดีโอเรื่องนี้จะกล่าวถึงวีซ่าคู่สมรสแบบถาวรประเภท CR-1 และ IR-1 เมื่อมองจากนโยบายใหม่ที่ชี้แจงโดยคณะผู้บริหารของทรัมป์ ผมขอเข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน ผมคิดจะทำวีดีโอเรื่องนี้หลังจากที่ผมได้อ่านบทความจาก Associated Press, apnews.com, บทความชื่อว่า: Trump Administration is reviewing all 55 million foreigners with US Visas for any Violations. ฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังตรวจสอบชาวต่างชาติ 55 ล้านคนที่ถือวีซ่าสหรัฐฯว่ามีการละเมิดกฎหมายหรือไม่ ขอยกข้อความโดยตรงจากบทความดังนี้: "เมื่อวันพฤหัสบดี ฝ่ายบริหารของทรัมป์ ได้กล่าวว่ากำลังตรวจสอบบุคคลผู้ถือวีซ่าของสหรัฯจำนวน 55 ล้านคนว่ามีการกระทำที่ละเมิดกฎหมายข้อใดหรือไม่ อันจะนำไปสู่การส่งตัวกลับต่อไป ซึ่งกระบวนการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในสหรัฐฯ กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯได้ตอบคำถามจาก Associated Press ด้วยถ้อยแถลงที่เป็นลายลักษณ์อักษร"–มันสำคัญที่จะต้องทราบว่ากระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้กล่าวเรื่องนี้นะครับ เพราะเท่าที่ผมทราบ มันไม่ได้มาจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่ากระทรวงการต่างประเทศที่เป็นผู้กล่าวเรื่องนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว DHS คือหน่วยงานที่รับผิดชอบสูงสุดในการบังคับใช้ให้เป็นไปตามกฎระเบียบของการเข้าเมืองของสหรัฐฯ ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นการแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ แต่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ จะเป็นผู้ที่นำนโยบายไปปฏิบัติ เพราะฉะนั้นก็ขอให้ระลึกถึงข้อนี้ไว้ กล่าวต่อ: "ได้พูดว่า ผู้ถือวีซ่าสหรัฐฯทุกคน, ซึ่งจะรวมไปถึงนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศ, จะได้รับ "การตรวจสอบอย่างละเอียดอย่างต่อเนื่อง" โดยตั้งเป้าว่าจะหาตัวบ่งชี้ใดๆที่จะเป็นเหตุให้เขาเหล่านั้นไม่สามารถได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้ามา หรือมาพำนักอาศัยอยู่ในสหรัฐฯได้ หากข้อมูลเหล่านี้ถูกปรากฎพบ วีซ่าจะถูกเพิกถอนทันที และถ้าหากผู้ที่ถือวีซ่าได้พำนักอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ ก็จะถูกส่งตัวกลับประเทศของตัวเอง" ซึ่งก็คงไม่ใช่ข่าวดีนักสำหรับผู้ที่มีฐานะเป็นผู้เข้าเมือง

เพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจน ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในความเข้มแข็งของการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณแนวชายแดน แต่ผมก็เชื่อมั่นด้วยว่าการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายเป็นหนึ่งในบรรดารากฐานที่สำคัญทั้งหลาย ในประสบการณ์ชีวิตของคนอเมริกัน เป็นบททดสอบคนอเมริกันก็ว่าได้ ผมคิดว่างานการตรวจคนเข้าเมืองเป็นสิ่งที่ดี และผู้เข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายก็เป็นสิ่งที่ดีในหลายๆด้านสำหรับประเทศ ผมเข้าใจดีว่า ในช่วง 5, 6, 7, 8 ปีที่ผ่านมา ที่เรามีความตึงเครียดบริเวณชายแดน ทำให้เรามีความจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดด้วยเช่นกัน ดังนั้น แม้ว่าผมจะเข้าใจว่าฝ่ายบริหารต้องทำหน้าที่ก็ตาม แต่ผมก็เข้าใจถึงตำแหน่งฐานะของผู้เข้าเมืองที่พำนักอาศัยในสหรัฐฯอย่างถูกกฎหมายด้วยเช่นกัน ดังนั้นการเข้าไปล่วงล้ำต่อชีวิตของผู้เข้าเมืองถูกกฎหมายเหล่านั้น ในความเห็นของผม มันไม่มีเหตุผลที่ดีพอ 

กล่าวได้ว่า การที่จะขีดเส้นตรงไหนนั้นเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากและในความเห็นของผม คณะผู้บริหารชุดนี้เข้ามาสู่อำนาจอย่างยิ่งใหญ่ก็ด้วยการชูประเด็นผู้เข้าเมือง ถึงที่สุดแล้ว ผมคงพูดได้ว่า นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาได้ทั้ง popular vote และ electoral vote อย่างท่วมท้น เพราะประชาชนเป็นกังวลอย่างมากต่อเรื่องนโยบายการเข้าเมืองของสหรัฐฯ เพราะฉะนั้นการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ผมคาดว่าเราคงจะไม่ได้เห็นว่ามันจะลดลงในระยะเวลาอันใกล้นี้