Legal Services & Resources
Up to date legal information pertaining to Thai, American, & International Law.
Contact us: +66 2-266 3698
กฎระเบียบใหม่ด้าน social media สำหรับชาวอเมริกันที่ถือวีซ่า F, M และ J
For the English Transcript of this video, please go to the following link:
ตามหัวข้อของวีดีโอเรื่องนี้ก็จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่พอสมควรเกี่ยวกับกฎระเบียบที่เกี่ยวกับ social media ในบริบทของวีซ่าชั่วคราวที่ใช้เดินทางเข้าสหรัฐฯ ผมขอพูดให้ชัดเจนนะครับ วีซ่าที่กำลังพูดถึงนี้คือวีซ่าประเภท F, M กับ J โดยวีซ่า J เป็นวีซ่าสำหรับพี่เลี้ยงชั่วคราว (au pair) หรือ ผู้ที่อยู่ในโครงการแลกเปลี่ยน F คือวีซ่าสำหรับนักเรียน นั่นก็คือ เรากำลังพูดถึงวีซ่าสำหรับการพำนักอาศัยเป็นการชั่วคราวในสหรัฐฯ
ผมคิดจะทำวีดีโอเรื่องนี้หลังจากที่ผมได้อ่านบทความจากหนังสือพิมพ์ Bangkok Post, bangkokpost.com, หัวข้อว่า: US Visa Applicants must make social media accounts public ผู้ยื่นคำร้องขอทำวีซ่าเข้าสหรัฐจะต้องตั้งค่าให้โซเชียลมีเดียของตัวเองให้เป็น "สาธารณะ" ขอยกข้อความโดยตรงจากบทความดังนี้, เท่าที่ผมทราบ กฎระเบียบใหม่นี้ ยังไม่ได้นำมาใช้กับวีซ่าถาวร ซึ่งผมกำลังจะทำวิดีโอไว้อีกม้วนหนึ่ง โดยจะทำการวิเคราะห์ว่ากฎระเบียบใหม่นี้ จะมีผลกับวีซ่า K-1 และวีซ่าคู่สมรสประเภทอื่นอย่างไรหรือไม่ บทความกล่าวว่า: "เมื่อวันจันทร์ สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้แจ้งว่า "ผู้ที่ยื่นคำร้องขอทำวีซ่าชั่วคราว 3 ประเภทต้องตั้งค่า social media ให้อยู่ในโหมด “สาธารณะ” โดยจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยื่นคำร้องที่เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว" สถานทูตได้ลงในสื่อทุกช่องทางว่า: "เรื่องนี้จะมีผลในทางปฏิบัติในทันที แต่ละคนที่ยื่นคำร้องขอทำวีซ่าชั่วคราวแบบ F, M และ J จะต้องตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในโซเชียลมีเดียทุกประเภทให้เป็น "สาธารณะ" เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบอัตลักษณ์และการอนุญาตให้เข้าสหรัฐฯภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ" กล่าวต่อ: "F คือวีซ่าสำหรับนักเรียน, M คือวีซ่าสำหรับนักเรียนสายอาชีพ" ซึ่งในรอบหลายปีที่ผ่านมาผมไม่ค่อยจะมีลูกค้าที่ทำวีซ่าประเภท M-กล่าวต่อ: "รวมถึงผู้ที่กำลังจะไปฝึกงานในสหรัฐฯ สำหรับวีซ่าประเภท J คือวีซ่าสำหรับผู้ที่อยู่ในโครงการแลกเปลี่ยน"
ผมต้องพูดตรงๆว่า ผมว่านี่เป็นอะไรที่ค่อนข้างจะโบราณมาก แต่ก็อย่างว่าแหละครับ กฎหมายว่าด้วยการเข้าเมืองและสัญชาติก็มีลักษณะแบบนี้แหละครับ ซึ่งถ้าคุณไม่ได้เป็นพลเมืองอเมริกันและคุณไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ คุณก็ไม่มีสิทธิ์อะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลต้องการขอดูเอกสารและข้อมูลในเรื่องอัตลักษณ์ของคุณ รวมทั้งกิจกรรมของคุณในต่างประเทศ เพราะฉะนั้น เขาก็มีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะขอดูสิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่านี่คงจะเป็นสิ่งที่จะสร้างความรำคาญและหงุดหงิดให้คนที่กำลังจะเดินทางไปที่สหรัฐฯ; ซึ่งคงไม่อยากให้ข้อมูลในโซเชียลมีเดียของตนต้องตั้งสถานะเป็น “สาธารณะ” เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่พิจารณาวีซ่าเข้าไปตรวจสอบ แต่ก็อย่างว่าแหละครับ คุณมีทางเลือกได้ทั้งยอมปฏิบัติตามนั้น หรือไม่ก็ไม่ได้รับวีซ่า เพราะถ้าไม่เปลี่ยนการตั้งค่าเป็น "สาธารณะ" ทางสถานทูตก็จะบอกว่า "เราจะไม่ออกวีซ่าให้คุณ หรือ เราจะไม่ให้โอกาสคุณที่จะได้รับวีซ่าจนกว่าคุณจะเปลี่ยนการตั้งค่าเป็น "สาธารณะ"
ผมคิดว่าเรื่องนี้อาจจะมีผลกระทบลุกลามไปถึงวีซ่าถาวรด้วย ซึ่งผมจะพูดเรื่องนี้ไว้ในวีดีโอม้วนอื่น แต่โดยสรุปแล้ว สำหรับวีซ่าชั่วคราวประเภทเหล่านี้ โดยเฉพาะในช่วงอายุของรัฐบาลชุดนี้ซึ่งจะอยู่ต่ออีก 3 ปีครึ่ง ผมเข้าใจว่าขั้นตอนต่างๆคงจะเข้มงวดมากขึ้น ไม่ลดลงแน่นอน อย่างน้อยก็ในช่วงอนาคตอันใกล้นี้
