Integrity Legal - Law Firm in Bangkok | Bangkok Lawyer | Legal Services Thailand Back to
Integrity Legal

Legal.co.th - Resources 

Research & gain insights into Thai, American, and International Law.

 

Contact us: +66 2-266 3698

info@integrity-legal.com

ResourcesVisa & Immigration LawUS Immigration Lawคำสั่งของฝ่ายบริหารโดยประธานาธิบดีทรัมป์ที่เพิ่งประกาศเร็วๆนี้: ผลกระทบทางด้านกฎหมาย

คำสั่งของฝ่ายบริหารโดยประธานาธิบดีทรัมป์ที่เพิ่งประกาศเร็วๆนี้: ผลกระทบทางด้านกฎหมาย

Translation of the above video, for the original transcript in English please click HERE.

ประธานาธิบดีคนใหม่ นายโดนัลด์ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อผู้ที่จะขอวีซ่าจากประเทศอิรักซีเรีย อิหร่าน ลิเบีย โซมาเลีย ซูดานและ เยเมน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป (หรืออย่างน้อยในระยะ 90-120 วัน) พลเมืองของประเทศเหล่านี้จะไม่มีสิทธิ์ขอวีซ่า

นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า จะดูเหมือนว่าผู้ที่มาจากประเทศดังกล่าวและมีวีซ่าอยู่แล้ว อาจไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสหรัฐฯเพราะดูเหมือนคำสั่งนี้จะเป็นการสั่งการโดยตรงให้สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (USCBP) กีดกันการเข้าเมืองของบุคคลที่ถือสัญชาติที่กล่าวแล้ว   แม้กระทั่งชาวต่างชาติเหล่านั้นที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (ผู้ที่ถือ กรีนการ์ด) ก็อาจถูกกีดกัน  และหากเดินทางไปต่างประเทศก็อาจถูกปฏิเสธในการกลับเข้าสหรัฐฯอีกครั้ง ทั้งนี้เริ่มจากวันที่คำสั่งมีผลบังคับใช้ นอกจากนี้ในความเป็นจริงยังปรากฏว่า ผู้ที่ถือสองสัญชาติ (โดยมีสัญชาติแรกเป็นสัญชาติที่กล่าวแล้วและสัญชาติที่สองไม่ใช่เอเมริกัน)  ก็อาจจะถูกกีดกันโดยกระบวนการขออนุมัติวีซ่าหรือกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองทุกแห่ง  เป็นที่สังเกตได้ว่า ผู้ที่ถือสัญชาติของประเทศดังกล่าวข้างต้นแต่ได้รับสิทธิการเป็นพลเมืองสหรัฐฯแล้ว  จะไม่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าว.

สิ่งที่น่าสังเกตคือ หลังจากการเปลี่ยนกฎนี้ สายการบินทั้งหลาย รวมทั้งการเดินทางโดยยานพาหนะชนิดอื่นๆ ได้ปฏิเสธที่จะอนุญาตให้บุคคลที่ถือสัญชาติของประเทศดังกล่าวขึ้นเครื่องบิน หรือใช้การขนส่งด้วยยานพาหนะอื่นๆ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้บุคคลเหล่านั้นถูกปฏิเสธการเข้าสหรัฐฯ โดยเจ้าหน้าที่ USCBP ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง  เหตุการณ์นี้อาจมีความสำคัญมากในชีวิตประจำวันเพราะบุคคลที่เตรียมตัวที่จะเดินทางไกลเพื่อกลับไปยังสหรัฐฯซึ่งอาจจะถูกระงับก่อนที่จะเริ่มต้นการเดินทางด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่าสายการบินประเมินสถานะของบุคคลเหล่านั้นไว้ล่วงหน้าก่อนที่หน่วยงานที่ดูแลศุลกากรและชายแดน (USCBP) จะพบด้วยซ้ำ สถานการณ์นี้เกิดจากการที่สายการบินเกรงว่าจะต้องรับผิดชอบในการนำบุคคลเหล่านั้นกลับสู่ต้นทางถ้าหากเข้าสหรัฐฯ ไม่ได้ ซึ่งการกระทำเช่นนี้จะทำให้สายการบินมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ดังนั้นบางสายการบินตัดความเสี่ยงโดยการไม่รับผู้โดยสารเหล่านี้เพราะอาจถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศสหรัฐฯ

ข้อมูลล่าสุดเผยว่า กลุ่มผู้ต่อได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐบาลกลาง (US Federal Courts) และมีคำสั่งออกมาแต่คำสั่งนั้นจะมีผลต่อบุคคลที่เดินทางมาถึงสหรัฐฯแล้ว และไม่ได้ใช้กับคนที่กำลังจะเดินทางมาสหรัฐฯในอนาคต  

สิ่งที่น่าสังเกตคือเจ้าหน้าที่ USCBP มีสิทธิ์สมบูรณ์ที่จะใช้ดุลย์พืนิจในการตัดสินว่าผู้ใดที่จะสามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯได้หรือไม่ได้ ซึ่งเป็นที่ยอมรับได้ ในความเป็นจริง การใช้ดุลพินิจนี้เป็นการใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขต อำนาจนี้บวกกับการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ที่เกิดจากคำสั่งข้างต้นอาจจะมีผลว่า ทุกคนจากหลายชาติ ที่กล่าวข้างต้นถึงแม้จะมีคำสั่งจากศาลก็ตามอาจจะไม่ได้รับการเข้าประเทศสหรัฐฯหรืออาจจะต้องมีการหยุดยั้งการเดินทางตั้งแต่ก่อนเดินทางด้วยซ้ำ

สิ่งที่น่าสังเกตข้อสุดท้ายคือ จะดูเหมือนว่ามีการเตรียมแผนที่จะใช้วิธีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อ ตรวจคนที่กำลังขออนุญาตเข้าสหรัฐฯ ซึ่งนโยบายและวิธีการปฏิบัติในการตรวจแบบเข้มนี้อาจจะนำไปใช้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น  ดังนั้นแม้ว่าตอนนี้คำสั่งจากประธานาธิบดีจะไม่มีผลกระทบต่อคนไทยที่ขอวีซ่าเข้าประเทศสหรัฐฯ ในอนาคตกระบวนการอาจจะเปลี่ยนแปลง ถ้าเทียบกับปัจจุบัน ณ. เวลาที่เขียนข้อความนี้ซึ่งเราจะคอยให้ข้อมูลใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง