Integrity Legal - Law Firm in Bangkok | Bangkok Lawyer | Legal Services Thailand Back to
Integrity Legal

Legal Services & Resources 

Up to date legal information pertaining to Thai, American, & International Law.

Contact us: +66 2-266 3698

[email protected]

ResourcesVisa & Immigration LawUS Immigration Lawการห้ามออกวีซ่าโดยทรัมป์จะไม่มีผลกับวีซ่าท่องเที่ยวแต่มาตรา 214 (b)อาจจะมีผลกระทบ?

การห้ามออกวีซ่าโดยทรัมป์จะไม่มีผลกับวีซ่าท่องเที่ยวแต่มาตรา 214 (b)อาจจะมีผลกระทบ?

For the English transcript of this video, please go to the following link:

https://www.legal.co.th/resources/visa-immigration-law/us-immigration-law/trumps-visa-ban-wont-effect-tourist-visas-214b-will/

วีดีโอเรื่องนี้จะกล่าวถึงการที่ทรัมป์ได้ออกคำสั่งห้ามเดินทาง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงการระงับการเดินทางไว้ชั่วคราว ซึ่งเกี่ยวข้องกับ 75 ประเทศที่ถูกกำหนดไว้ในบันทึกช่วยจำของ ปธน.ทรัมป์  ตามที่เรากำลังเฝ้าติดตามการทำงานของหน่วยตรวจคนเข้าเมืองที่สหรัฐฯผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ สถานทูตและกงสุลในต่างประเทศ ก็เห็นว่าพวกเขากำลังปฏิบัติตามนโยบายนี้อยู่ และตามที่เคยชี้ประเด็นแล้วว่าจะไม่มีผลกระทบกับวีซ่าชั่วคราว แต่ทว่า แม้นโยบายนี้จะไม่มีผลกระทบกับวีซ่าชั่วคราว แต่คุณทราบไหมครับ? วีซ่าชั่วคราวจะรับผลกระทบจากมาตรา 214(b) ของกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมืองและสัญชาติครับ

ผมคิดจะทำวีดีโอเรื่องนี้หลังจากที่ผมได้อ่านข้อคิดเห็นในช่องรับฟังนี้ ขอยกข้อความมาโดยตรงดังนี้: "สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯไม่ซื่อตรง" ผมว่าผมไม่เห็นด้วยกับข้อความนี้เลยนะครับ กล่าวต่อ: "ต้องการพิสูจน์ทราบความผูกพันที่แน่นแฟ้น แต่ไม่ต้องการที่จะดูหลักฐาน เพียงแค่รับเงินของเราไปแล้วปฏิเสธวีซ่า: ไม่มีการร้องเรียน ไม่มีการคืนเงิน" เอาล่ะครับ สิ่งที่ผู้แสดงความเห็นได้กล่าวถึงก็คือ มาตรา 214(b) ของกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมืองและสัญชาติ ซึ่งระบุไว้ว่า เจ้าหน้าที่กงสุลที่กำลังสัมภาษณ์ผู้ที่ยื่นขอวีซ่าชั่วคราว เช่นวีซ่านักท่องเที่ยวเป็นต้น จะต้องมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าผู้ที่ยื่นคำร้องได้แสดงให้เห็นถึงการมีความผูกพันที่แน่นแฟ้นกับประเทศบ้านเกิดของตัวเอง และมีความผูกพันแบบหลวมๆกับสหรัฐฯ สิ่งแรก สิ่งที่ผมเข้าใจจากคำกล่าวของผู้ที่แสดงความเห็นคือ คนส่วนใหญ่จะให้ความสนใจกับคำว่า"ความผูกพันที่แน่นแฟ้น" กับประเทศของตัวเอง ซึ่งจริงๆไม่ใช่ประเด็นที่ยากเลย เพราะผมคิดว่าพลเมืองไทยในประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วก็แสดงให้เห็นว่ามีความผูกพันกับประเทศของตัวเอง เพราะพวกเขาพำนักอาศัยอยู่ในประเทศของตัวเอง จึงสันนิษฐานได้ว่าเขาจะต้องกลับมา ประเด็นคือความผูกพันที่หลวมๆต่างหาก บ่อยครั้งที่หากคุณมีความสัมพันธ์กับพลเมืองอเมริกัน พูดง่ายๆว่าประเด็นนี้อาจจะไปลดทอนประเด็นของความผูกพันที่หลวมๆกับสหรัฐฯ และเมื่อผนวกเข้าไปกับหลักการที่ให้เจ้าหน้าที่กงสุลมีอำนาจเด็ดขาดในการในการตัดสินใจอนุมัติหรือปฏิเสธวีซ่า โดยถือเป็นที่สิ้นสุด ไม่สามารถนำเรื่องไปอุทธรณ์หรือขอให้ศาลตรวจสอบได้ เคยมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ คงราวๆปี 1804 คดีไม่ได้ไปถึงศาลฎีกา ด้วยซ้ำ เป็นเพียงแค่อยู่ในศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาก็ยืนยันตาม–ซึ่งศาลได้กล่าวว่า เมื่อเจ้าหน้าที่กงสุลที่ประจำการในต่างประเทศได้ตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นผลต่อวีซ่าแล้ว เราจะไม่กลับไปตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่กงสุลอีก เราจะไม่ทำเช่นนั้น เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเรา และจะทำให้ขาดประสิทธิภาพถ้าทำเช่นนั้น

สิ่งที่ผมกำลังจะบอกในวีดีโอเรื่องนี้คือ ถึงแม้ว่า “การห้าม” เดินทางโดยทรัมป์ จะไม่ได้เป็นการขัดขวางผู้หนึ่งผู้ใดที่จะใช้วีซ่านักท่องเที่ยวเดินทางไปสหรัฐฯ-หมายความว่ายังสามารถไปสัมภาษณ์และเข้าสู่ขั้นตอนของการขอวีซ่านักท่องเที่ยว–แต่มาตรา 214(b) จะนำไปสู่การปฏิเสธวีซ่าได้จำนวนมาก ความหมายของผมคือ อยู่ในกลุ่ม 90% ขึ้นไปในประเทศไทย ซึ่งเป็นปกติธรรมดาของกระบวนการนี้ นั่นก็คือมาตรา 214(b) จะนำไปสู่การถูกปฏิเสธจำนวนมาก เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าการห้ามเดินทางของทรัมป์จะไม่ได้มุ่งเป้าไปที่วีซ่าชั่วคราว ผมก็ไม่คิดว่าเราจะได้เห็นจำนวนของวีซ่านักท่องเที่ยวที่ยื่นคำร้องผ่านสถานทูตสหรัฐฯในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นมากมายแต่อย่าง