Integrity Legal - Law Firm in Bangkok | Bangkok Lawyer | Legal Services Thailand Back to
Integrity Legal

Legal.co.th - Resources 

Research & gain insights into Thai, American, and International Law.

 

Contact us: +66 2-266 3698

info@integrity-legal.com

ResourcesVisa & Immigration LawUS Immigration Lawบันทึกที่ออกโดย สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติของสหรัฐฯ (USCIS) เกี่ยวกับการขอหลักฐานเพิ่มเติม (RFE)

บันทึกที่ออกโดย สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติของสหรัฐฯ (USCIS) เกี่ยวกับการขอหลักฐานเพิ่มเติม (RFE)

Please see English language transcript at: US Visa RFE.

วิดีโอเรื่องนี้จะกล่าวถึงบันทึกช่วยจำที่ออกโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติของสหรัฐฯ (USCIS) เมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับหนังสือระบุเจตนาในการปฏิเสธวีซ่า (NOID) และ หนังสือคำขอหลักฐานเพิ่มเติม (RFE)

ในอดีตที่ผ่านมา มีนโยบายที่แน่ชัดเกี่ยวกับการขอหลักฐานเพิ่มเติม หรือ RFE (Request for Further Evidence) ซึ่งวิดีโอม้วนนี้จะพูดในเรื่องเกี่ยวกับ RFE โดยเฉพาะ  เพราะ หนังสือระบุเจตนาในการปฏิเสธวีซ่า หรือ NOID จะมีขอบเขตที่แคบกว่า  อย่างไรก็ตามบันทึกช่วยจำของ USCIS ฉบับดังกล่าว สามารถใช้ได้กับหนังสือทั้งสองฉบับนั้น  แต่วิดีโอม้วนนี้จะมองจากมุมมองของ RFE เป็นหลัก สำหรับผู้ที่สนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่อง RFE สามารถรับฟังจากวีดีโอม้วนอื่นในช่องรับฟังนี้

ภาพรวมของเรื่องนี้อธิบายคร่าวๆได้ว่า  ในกรณีที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของการเข้าเมืองในการเดินทางเข้าสหรัฐฯนั้น การขอหลักฐานเพิ่มเติมของหน่วย USCIS ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา  และในมุมมองของทนายจะไม่ถือเป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสแต่อย่างใด ถึงแม้การขอหลักฐานหรือเอกสารเพิ่มเติมอาจทำให้การได้รับอนุมัติวีซ่ามีความล่าช้าลงบ้างก็ตาม ซึ่งทางสำนักงานพยายามที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้เกิดความล่าช้าในทุกกรณี  ดังนั้น แม้ว่าจะมีการขอหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์การเข้าเมือง ก็ไม่ได้ทำให้ผมเป็นกังวลแต่อย่างใด แต่ในปัจจุบัน ตามนโยบายใหม่ การได้รับหนังสือการขอหลักฐานเพิ่มเติม (RFE) อาจส่งผลกระทบตามมาอีกมากพอสมควร 

นโยบายใหม่ที่กล่าวนั้น ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2561 ในหัวข้อเรื่อง “การออกหนังสือ RFE และ NOID: กล่าวเฉพาะการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในหนังสือคู่มือภาคสนาม ของผู้มีอำนาจตกลงใจ บทที่ 10.5 (a) และบทที่ 10.5 (b).”

เนื่องจากบันทึกนี้ยาวพอสมควรผมจะดึงเพียงบางส่วนมาอธิบายให้ฟัง 

 คำชี้แจงเดิมที่ยกมา :

มีความว่า:

“บันทึกช่วยจำด้านนโยบาย (PM)ฉบับนี้ เป็นการยกเลิกเพิกถอน PM ฉบับเดิมซึ่งลงวันที่ 3 มิถุนายน 2556 ว่าด้วย “การขอหลักฐานเพิ่มเติม (RFE) และการระบุเจตนาในการปฏิเสธวีซ่า (NOID)” เสียทั้งหมด  ซึ่ง PM ฉบับใหม่นี้ได้ระบุให้ผู้มีอำนาจตกลงใจสามารถใช้ดุลยพินิจในการปฏิเสธใบคำร้อง หรือการร้องเรียน หรือคำร้องขอใดๆ โดยไม่ต้องออกหนังสือขอหลักฐานเพิ่มเติม (RFE)”  

ขอบเขตของบันทึกฉบับนี้ตามที่ยกมา ความต่อว่า:

“PM ฉบับนี้จะใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาคำร้องสำหรับเจ้าหน้าที่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติของสหรัฐฯ (USCIS) ทุกคน”

สังเกตได้ว่า ระเบียบใหม่จะใช้กับคำร้องจำนวนมากและในขอบเขตที่กว้างพอสมควร

ข้อความที่ยกมา

ความต่อว่า:

“PM ปี 2556 กล่าวไว้ว่าควรออก RFE เมือขาดข้อเท็จจริงและหลักฐานที่เป็นลายลักษ์อักษรตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการยืนยันอีกด้วยว่า ผู้มีอำนาจตกลงใจควรที่จะออก RFE นอกเสียจากว่า “ไม่มีทางเป็นไปได้” ที่การยื่นหลักฐานเพิ่มเติม จะเพียงพอสำหรับการแก้ไขข้อบกพร่องของคำร้องขอวีซ่า หมายความว่า การใช้หลักการของการ  “ไม่มีทางเป็นไปได้” ส่งผลให้การปฏิเสธที่ไม่ใช้ RFE หรือ NOID ทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุผลทางกฎหมายท่านั้น“

“8 CFR 103.2 (b)(8) กล่าวต่อว่า ภายใต้สถานการณ์ที่กำหนดไว้ในระเบียบ ผู้มีอำนาจตกลงใจสามารถทำได้ทั้งการใช้ดุลยพินิจในการปฎิเสธใบคำร้อง หรือ ออกหนังสือขอหลักฐานเพิ่มเติม (RFE) หรือ ออกหนังสือระบุเจตนาการปฏิเสธการขอวีซ่า (NOID)หากพบว่าหลักฐานไม่สมบูรณ์เพียงพอ ซึ่งนโยบาย “ไม่มีทางเป็นไปได้” ตาม PM ปี 2556 ที่จำกัดอำนาจของผู้มีอำนาจตกลงใจให้ไม่สามารถใช้ดุลยพินิจได้อย่างเต็มที่ คือต้องขอหลักฐานเพิ่มเติมก่อนนั้น เป็นอันถูกยกเลิกไปด้วย PM ปี61 พร้อมทั้งมอบคืนอำนาจในการใช้ดุลยพินิจให้กับผู้มีอำนาจตกลงใจ เพื่อให้สามารถปฏิเสธใบคำร้อง การร้องเรียน หรือคำร้องขอใดๆ ตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องออกหนังสือ RFE หรือ NOID ก่อนอีกต่อไป ”

สรุปเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆว่า นับตั้งแต่ 11 กันยายน 2561 เป็นต้นไป  ผู้มีอำนาจตกลงใจที่ตัดสินเรื่องใบคำร้อง สามารถปฏิเสธคำร้องขอวีซ่า ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องออก RFE หรือ NOID  ซึ่งในอดีต กฎเดิมได้กำหนดไว้ว่า ต้องออก RFE เพื่อให้โอกาสกับผู้ยื่นคำร้องที่จะแก้ข้อบกพร่องในคำร้อง

มีอีกหนึ่งข้อความที่จะยกมาคือ

ความต่อว่า:

“การเปลี่ยนแปงนี้ ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะลงโทษผู้ที่กรอกข้อมูลผิดพลาดหรือยื่นหลักฐานผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ”

ขออธิบายเพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นดังนี้   การปฏิเสธเกิดขึ้นได้เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการมีคุณสมบัติครบถ้วน ของผู้ยื่นคำร้อง  ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะถูกปฏิเสธคำร้องหากคุณสมบัติไม่ครบถ้วน ในอดีต ภายใต้ หลักการ”ไม่มีทางเป็นไปได้” ซึ่งเป็นการควบคุมโดยพื้นฐาน  แม้จะดูเหมือนว่า ไม่มีความจำเป็นต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน แต่คุณก็จำเป็นต้องมองหาช่องทางที่คุณจะสามารถพิสูจน์การมีคุณสมบัติครบถ้วนให้ได้ นั่นคือจะต้องตอบสนองต่อ  RFE ให้ได้ หลักการใหม่ตามบันทึกช่วยจำฉบับนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกรณีของการยื่นคำร้องขอวีซ่าคู่หมั้น เพราะภายใต้กฎใหม่ หากคำร้องได้รับการปฏิเสธ ผู้ยื่นจะต้องเตรียมเอกสารใหม่และจ่ายค่าธรรมเนียมใหม่ทั้งหมดเพื่อยื่นคำร้องในครั้งต่อไป ซึ่งในอดีตภายใต้บันทึกช่วยจำฉบับเดิม การขอหลักฐานเพิ่มเติม เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ยื่นสามารถนำหลักฐานมายื่นเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาความเหมาะสมของการอนุมัติวีซ่าได้ แต่ปัจจุบัน การมีคุณสมบัติครบถ้วนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดหวังล่วงหน้าได้ หรืออาจกล่าวได้ว่า  การยกเลิกหลักการ”ไม่มีทางเป็นไปได้” เป็นการทำให้โอกาสถูกปฏิเสธมีสูงมากขึ้นกว่าเดิม

ดังนั้น ต่อไปนี้ ผมขอแนะนำให้ผู้ที่จะกำลังจะขอวีซ่าถาวร ควรจะมีตัวแทนที่ถูกต้องตามกฏหมายหรือผู้ช่วย ที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนิการตามขั้นตอนต่างๆ  และขณะนี้ สำนักงานของเราเองก็เริ่มเข้มงวดกว่าเดิมเกี่ยวกับหลักฐานทั้งหลายเพื่อที่จะมั่นใจว่าจะไม่ต้องเผชิญกับปัญหาในการยื่นคำร้อง  ในอดีตหากหลักฐานไม่ครบ ผู้ยื่นยังมี่โอกาสแก้ไขได้เพราะจะได้รับ RFE ขอหลักฐานเพิ่มเติม แต่ในปัจจุบันหนทางนี้จะค่อยๆหมดไป และสำหรับบุคคลที่ยื่นคำร้องด้วยตัวเอง ขอแนะนำว่าจะต้องตรวจสอบเอกสารให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นเป็นพิเศษ เพราะไม่มีการใช้หลักการ “ไม่มีทางเป็นไปได้” อีกต่อไป  เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตกลงใจจึงสามารถปฏิเสธคำร้องได้หากไม่เป้นไปตามมาตรฐานที่วางไว้